
แกว่งแรงตามปัจจัยการเมือง....อ่อนตัวลงเป็นโอกาสซื้อ/จบปัญหาการเมืองได้ขึ้นแรง
....พงศ์ภัทร สิริพิพัฒน์
ภาวะตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมาผันผวนและปรับตัวขึ้นลงรุนแรง เกิดจุดเปลี่ยนทิศทางจากลงเป็นขึ้นในระยะสั้น โดยนักลงทุนต่างชาติกลับมามียอดซื้อสุทธิครั้งแรกในวันจันทร์ นับตั้งแต่มีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นปัจจัยเชิงบวกทางจิตวิทยาต่อกระแสเงินทุนไหลเข้าในช่วงสั้น ส่วนการเมืองในประเทศแม้ว่าจะไม่มีความคืบหน้า แต่นักลงทุนส่วนหนึ่งคาดหวังถืงการบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ชุมนุมที่แยกราชประสงค์ภายใน 7 วัน ก่อนที่ทางกลุ่มพันธมิตรฯ จะจัดการชุมนุมขึ้นอีก และตลาดคาดหวังถึงทางออกทางการเมือง ส่วนปัจจัยภายนอกที่กระทบต่อตลาดทุนโลก ได้แก่ ข่าวที่โกลด์แมน แซคส์ ถูก ก.ล.ต. สหรัฐฟ้องในฐานที่ไม่เปิดเผยข้อมูลที่ไม่เพียงพอต่อนักลงทุน โดยผู้ถือตราสาร CDO ที่มีสินทรัพย์ค้ำประกันในอสังหาริมทรัพย์ได้รับผลขาดทุนจำนวนมาก แต่ประเด็นดังกล่าวเป็นปัจจัยที่ถ่วงตลาดในช่วงสั้นเท่านั้น อย่างไรก็ตามในวันอังคารที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิเพียง 57 ล้านบาทเท่านั้น ขณะที่ตลาดปรับตัวขึ้นแรงกว่า 39 จุด ในขณะที่นักลงทุนสถาบันกลับเป็นผู้ซื้อสุทธิ 3,200 ล้านบาท ทำให้การปรับตัวขึ้นของตลาดยังคงขาดความต่อเนื่องและกลับมาปรับตัวลงในวันพุธ
ปัจจัยที่น่าสนใจและศึกษาเพื่อติดตามยอดซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติ คือ ความสัมพันธ์ของค่าเงินบาท อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล และยอดซื้อขายสุทธิใน SET Index ซึ่งโดยปกติการแข็งค่าของค่าเงินบาทจะแสดงให้เห็นถึงเม็ดเงินไหลเข้า และการอ่อนค่าของค่าเงินบาทจะแสดงถึงเงินทุนไหลออก ในเบื้องต้นหากมีเงินทุนไหลเข้าจะสามารถไหลเข้าได้ทั้งสองตลาด คือตลาดพันธบัตรและตลาดทุน ซึ่งเราสามารถหาความสัมพันธ์เพื่อติดตามการไหลเข้าไหลออกจากทั้งสองตลาดเพื่อติดตามการกลับเข้าซื้อหุ้นของนักลงทุนต่างชาติได้
จากรายงานของ ธปท. พบว่ามีการไหลออกของเงินลงทุนในตลาดหุ้นเข้าสู่ตลาดพันธบัตรแทนในช่วงที่มีความเสี่ยงจากปัจจัยทางการเมือง ซึ่งเห็นได้จากยอดซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในตลาดพันธบัตร และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวลดลงตลอดทุกช่วงอายุ (ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะเกิดจากการคาดการณ์ว่า ธปท. จะเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยออกไปจากปัจจัยทางการเมืองทำให้อัตราผลตอบแทนปรับตัวลง) ในระยะสั้นเราประเมินว่า หากค่าเงินบาทยังไม่อ่อนค่า/หรือแข็งค่าขึ้น จะยังมีไม่เกิดสัญญาณไหลออกของเงินทุนออกนอกประเทศ เป็นการเปลี่ยนประเภทของสินทรัพย์จากตราสารทุนเป็นตราสารหนี้ ซึ่งสามารถดูระดับของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ยอดซื้อขายสุทธิในตลาดพันธบัตรได้ เพื่อคาดการณ์เงินไหลเข้าสู่ตลาดทุนได้ โดยหากค่าเงินบาทยังไม่อ่อนค่า (หรือแข็งค่าขึ้น) และนักลงทุนต่างชาติกลับมามียอดขายสุทธิในตลาดพันธบัตร และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวขึ้น อาจเป็นสัญญาณการไหลกลับเข้ามาของเงินลงทุนสู่ตลาดหุ้นได้ ซึ่งในปัจจุบันเริ่มเกิดสัญญาณดังกล่าวขึ้นมาบ้าง แต่เชื่อว่าจะชัดเจนขึ้นหากปัจจัยทางด้านการเมืองมีพัฒนาการไปในทางที่ดีขึ้น
ปัจจัยทางด้านการเมือง ในเบื้องต้นเราคาดว่าทางกลุ่ม นปช. อาจจะพยายามต่อรอง เพื่อที่จะไม่ให้โดนสลายการชุมนุม ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบใด ซึ่งอาจเป็นการยื่นข้อเสนอการเจรจาหรือยื่นข้อเสนอยุบสภาให้นานขึ้น โดยตลาดมีการประเมินกันว่าจะมีการสลายการชุมนุมก่อนวันที่ 25 เม.ย.นี้ ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่ยังคาดหวังถึงความชัดเจน ไม่ว่าบทสรุปจะออกมาเช่นไร ตลาดจะตอบสนองทางบวกเนื่องจากมีทางออกที่ชัดเจนในช่วงสั้น แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เล่นที่มีบทบาทต่อการปรับตัวขึ้นลงแรงในรอบนี้ คือ นักลงทุนต่างชาติ ทำให้การประเมินสถานการณ์ทางด้านการเมืองไทยในสายตาของนักลงทุนต่างชาติมีอิทธิพลต่อตลาดมากที่สุด แม้ว่านักลงทุนในประเทศอาจจะมีข้อมูลที่ชัดเจนหรือเร็วกว่า แต่หากผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดอย่างนักลงทุนต่างชาติยังซื้อสุทธิไม่กลับมาขายสุทธิอย่างเช่นที่ผ่านมา การปรับตัวลดลงของตลาดคาดว่าจะยังไม่รุนแรง
ในแง่ระดับของดัชนีฯ และปัจจัยพื้นฐานของตลาด นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ในตลาดคาดหวังถึงการปรับตัวลงมาที่ระดับดัชนีฯ ที่บริเวณ 700670 จุด ที่เป็น 1.S.D ของ P/BV ของ SET Index ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาตลาดมักจะมีการดีดกลับได้ที่บริเวณดังกล่าว แต่การปรับตัวลงของตลาดรอบนี้กลับลงไม่ถึงที่บริเวณที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดไว้ โดยทำจุดต่ำสุดที่ 715 จุด เป็นระดับที่ใกล้เคียงกับ PER ที่ 10 เท่าที่ 720 จุด และใกล้เคียงกับต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุนต่างชาติเริ่มมียอดซื้อสะสมครั้งแรกที่ระดับ 730715 จุด ในวันที่ 22 ก.พ. เป็นต้นมา โดยการอ่อนตัวลงมาใกล้ต้นทุนเดิมอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มีแรงซื้อกลับเข้ามาอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 1,400 ล้านบาท
กลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้รอซื้อเมื่ออ่อนตัวที่บริเวณ 730715 จุด หากตลาดผันผวนรุนแรงตามปัจจัยทางการเมือง ยังคาดว่าเป็นโอกาส หากปัจจัยทางการเมืองมีทางออก ตลาดจะปรับตัวขึ้นแรง จากแนวโน้มเงินทุนไหลเข้าเอเชียที่ยังคงมีต่อเนื่องโดยยังให้โดยให้ติดตามยอดซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติอย่างใกล้ชิด ตลอดจนไปถึงค่าเงินบาท และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น เพื่อกำหนดทิศทางการไหลเข้าเม็ดเงินลงทุนสู่ตลาดทุนตลอดจนไปถึงทิศทางของ SET Index







