
คลื่นเจแปน อิงค์
เวลานี้ “อาเซียน” เนื้อหอมจริงๆ เพราะเป็นทางเลือกใหม่ที่ดูสดใสที่สุดเมื่อเทียบกับสหรัฐที่เศรษฐกิจยังทรงๆ ยุโรปก็ยังไม่ฟื้นจากวิกฤตหนี้ แถมเศรษฐกิจจีนที่เป็นความหวังของโลกก็ออกอาการชะลอตัวอย่างชัดเจน
เวลานี้ “อาเซียน” เนื้อหอมจริงๆ เพราะเป็นทางเลือกใหม่ที่ดูสดใสที่สุดเมื่อเทียบกับสหรัฐที่เศรษฐกิจยังทรงๆ ยุโรปก็ยังไม่ฟื้นจากวิกฤตหนี้ แถมเศรษฐกิจจีนที่เป็นความหวังของโลกก็ออกอาการชะลอตัวอย่างชัดเจน
ไม่แปลกที่บริษัทข้ามชาติจะเข้ามาลงทุนในภูมิภาคอาเซียน เพราะเป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจ เศรษฐกิจในหลายประเทศก็เติบโตรวดเร็วไม่นับรวมผู้บริโภคชนชั้นกลางที่มีจำนวนมหาศาลและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
โดยเฉพาะบรรดา “เจแปน อิงค์” บริษัทจากแดนอาทิตย์อุทัย ที่พาเหรดเข้ามาลงทุนในอาเซียนกันอย่างคึกคัก สะท้อนเทรนด์ของการกลับเข้ามาลงหลักปักฐานในภูมิภาคนี้ และตีตัวออกห่างจีนหลังเกิดปัญหากรณีพิพาทเหนือหมู่เกาะจนเกิดกระแสผู้บริโภคแดนมังกรบอยคอตสินค้าจากแดนซามูไร บวกกับค่าแรงในจีนที่เริ่มแพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“คาร์ลอส กอส์น” ประธานบริหารของนิสสัน เคยเตือนก่อนหน้านี้ว่า ค่ายรถญี่ปุ่นควรคิดให้รอบคอบก่อนจะลงทุนในจีนเพิ่ม ต้องประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองที่มีต่อความรู้สึกของผู้บริโภคชาวจีนให้ถ้วนถี่
ข้อมูลของดีลลอจิก ระบุว่า ปีนี้บริษัทญี่ปุ่นควักเงินจ่ายสำหรับข้อตกลงซื้อและควบรวมกิจการ (เอ็มแอนด์เอ) ในภูมิภาคอาเซียนคิดเป็นมูลค่ารวม 8,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ทุบสถิติสูงสุดที่เคยทำไว้ 7,600 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อปี 2549 ทั้งๆ ที่ยังเหลือเวลาอีก 5 เดือนกว่าจะหมดปี และเป็นเหมือนหนังคนละม้วนกับปี 2555 ที่มูลค่าดีลเอ็มแอนด์เออยู่ที่ 614 ล้านเหรียญสหรัฐ
บิ๊กดีลของเจแปน อิงค์ ที่หนุนส่งให้มูลค่าเอ็มแอนด์เอพุ่งพรวด คือ มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ที่ยอมเทกระเป๋าราว 5,600 ล้านเหรียญสหรัฐ แลกกับการเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในธนาคารกรุงศรีอยุธยาต่อจากกลุ่มจีอี แคปปิตอล ขณะที่ก่อนหน้านี้แบงก์ญี่ปุ่นรายนี้ก็ซื้อหุ้น 20% ในเวียดอินแบงก์ของเวียดนาม และซูมิโตโม มิตซุย แบงก์กิ้ง คอร์ป ที่ตกลงซื้อหุ้น 40% ในพีที แบงก์ ทาบันกัน เพนไซอูนัน เนชั่นแนล ของอินโดนีเซีย 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ
นอกจากจะทำสถิติในแง่มูลค่าดีลเอ็มแอนด์เอแล้ว คลื่นเจแปน อิงค์ ยังนำโด่งในแง่จำนวนข้อตกลงด้วย
ส่วนดีลอื่นๆ นอกภาคการเงิน เช่น โตโยต้า ยักษ์รถยนต์เบอร์ 1 ของญี่ปุ่นที่ควักเงิน 230 ล้านเหรียญสหรัฐ ตั้งโรงงานผลิตเครื่องยนต์แห่งใหม่ในแดนอิเหนา คาดว่าจะเริ่มผลิตได้ในปี 2559 รวมถึงอาซาฮี บริษัทเครื่องดื่มรายใหญ่ก็ตกลงจะซื้อบริษัทบรรจุขวดในอินโดนีเซีย มูลค่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐ
“โทรุ นิชิฮามา” นักเศรษฐศาสตร์ของไดอิชิ ไลฟ์ รีเสิร์ช อินสติติวท์ มองว่า บริษัทญี่ปุ่นกำลังมองหาสถานที่ลงทุนนอกเหนือจากจีน และเทรนด์นี้จะดำเนินต่อไปอีก 510 ปี ขณะที่รัฐบาลโตเกียวออกแรงหนุนเต็มที่ให้บริษัทญี่ปุ่นออกมาลงทุนในอาเซียน ซึ่งเป็นการปรับโฟกัสท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับจีนและเกาหลีใต้จากกรณีพิพาท
สอดคล้องกับ “เฟรดเดอริก นิวแมนน์” หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจเอเชียของธนาคารเอชเอสบีซี ที่มองว่านโยบาย “อาเบะโนมิกส์” ของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ เน้นลงทุนในเอเชีย ทำให้บริษัทญี่ปุ่นปรับกลยุทธ์ โดยรัฐบาลสนับสนุนเต็มที่ เพื่อหาส่วนแบ่งตลาดใหม่ๆ และตั้งหน่วยทำกำไรนอกบ้าน ทดแทนกำลังซื้อในประเทศ
ความเจิดจรัสของอาเซียน บวกกับความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี ทำให้อาเซียนได้รับอานิสงส์ไปเต็มๆ โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ที่เศรษฐกิจเติบโตจากความต้องการบริโภคในประเทศมากขึ้น เพราะจำนวนคนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้น







