
สื่อมือถือไทยฮอตโมบายมาร์เก็ตติ้งญี่ปุ่นลุย
จากอัตราการถือครองโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือมือถือของผู้บริโภคชาวไทยเฉลี่ย 2-3 เครื่องต่อคน ส่งผลให้ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ใช้มือถือมากถึง 87 ล้านเลขหมาย มากกว่าจำนวนประชากรไทยที่ขณะนี้มีอยู่ที่ประมาณ 6-7 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นมือถือประเภทสมาร์ทโฟนกว่า 20 ล้านเครื่อง และยังพบว่าผู้ใช้มือถือมากกว่า 1 ใน 3 เข้าเว็บไซต์ผ่านมือถือ
จากอัตราการถือครองโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือมือถือของผู้บริโภคชาวไทยเฉลี่ย 2-3 เครื่องต่อคน ส่งผลให้ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ใช้มือถือมากถึง 87 ล้านเลขหมาย มากกว่าจำนวนประชากรไทยที่ขณะนี้มีอยู่ที่ประมาณ 6-7 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นมือถือประเภทสมาร์ทโฟนกว่า 20 ล้านเครื่อง และยังพบว่าผู้ใช้มือถือมากกว่า 1 ใน 3 เข้าเว็บไซต์ผ่านมือถือ
แนวโน้มพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลให้บริษัท แมคฟิว่า (ประเทศไทย) ดิจิตอลเอเยนซี เล็งเห็นโอกาสในการเข้ามาขยายธุรกิจโฆษณามือถือ หลังจากถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 2554 เพื่อดำเนินธุรกิจให้บริการแบบครบวงจรในด้านของการวางแผนกลยุทธ์ทีวีดิจิตอล งานครีเอทีฟและโปรดักชัน วางแผนสื่อดิจิตอลและการตลาดโซเชียลมีเดีย รวมไปถึงวิเคราะห์ข้อมูลและลูกค้าสัมพันธ์
หลังจากเปิดตัวธุรกิจชิมลางมา 3 ปี ศุภชัย ปาจริยานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แมคฟิว่า (ประเทศไทย) เริ่มเห็นแนวโน้มที่ดีของธุรกิจโฆษณาดิจิตอล จึงมีแผนที่จะเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ ด้วยการผนึกกำลังกับบริษัท ดีทูซี อิงค์ ผู้เชี่ยวชาญในการโฆษณาและการตลาดมือถือจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อร่วมกันขยายธุรกิจโฆษณาดิจิตอลและโฆษณามือถือในประเทศไทย โดย ดีทูซี อิงค์ จะเข้ามาร่วมถือหุ้นในบริษัท แมคฟิว่า (ประเทศไทย) สัดส่วน 49%
สำหรับกลยุทธ์ที่บริษัท แมคฟิว่า (ประเทศไทย) จะนำมาใช้หลังผนึกกำลังกับบริษัท ดีทูซี อิงค์ คือ การให้บริการลูกค้าเป็นเหมือนเพื่อน และการวางแผนกลยุทธ์ให้กับลูกค้า ซึ่งในประเทศไทยไม่ค่อยมีบริการดังกล่าว กลยุทธ์ดังกล่าวจึงถือเป็นจุดแข็งในการสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งในตลาด
นอกจากนี้ยังจะมีการพัฒนาบุคลากร และแอพพลิเคชันโมบายให้กับลูกค้า ซึ่งช่องทางหลักในการทำตลาดยังคงเน้นไปทั้งในส่วนของช่องทางออนไลน์ และช่องทางโซเชียลมีเดียหลัก เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และทวิตเตอร์
ศุภชัย กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ การสร้างความเข้าใจในการใช้สื่อโฆษณามือถือว่ามีประโยชน์อย่างไร เพราะปัจจุบันลูกค้ายังไม่มีความเข้าใจสื่อโฆษณามือถือมากนัก ซึ่งรูปแบบของการสื่อสารทำความเข้าใจกับลูกค้าจากทั้งการนำผลงานที่ได้ดำเนินการไปแล้วมาแสดงให้ลูกค้าได้รับรู้ และการชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ของการโฆษณามือถือ
ทาคายูกิ โฮชูยามะ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร บริษัท ดีทูซี อิงค์ โมบายมาร์เก็ตติ้งรายใหญ่ของญี่ปุ่น กล่าวว่า การที่บริษัทเลือกเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพราะบริษัท แมคฟิว่า (ประเทศไทย) เป็นพันธมิตรที่ดี และอัตราการเติบโตตลาดโทรศัพท์มือถือของไทยก็สูงถึง 120% บริษัทจึงเล็งเห็นโอกาสในการเข้ามาทำธุรกิจโฆษณามือถือในประเทศไทย
อีกปัจจัยที่ทำให้บริษัทโฆษณายักษ์ใหญ่อย่าง ดีทูซี อิงค์ เลือกเข้ามาซบตลาดประเทศไทย คือ อัตราการเกิดของประชากรในประเทศญี่ปุ่นมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประชากรกลุ่มผู้สูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งกลุ่มดังกล่าวไม่นิยมใช้เงินจับจ่ายซื้อสินค้า ขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุในประเทศไทยกล้าที่จะออกมาใช้จ่ายเงินเพื่อมอบความสุขให้ตนเอง
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอุตสาหกรรมโฆษณาในประเทศญี่ปุ่นจะเริ่มอิ่มตัว ส่งผลให้เอเยนซีโฆษณาเริ่มมองหาโอกาสทางธุรกิจนอกประเทศ แต่ก่อนที่จะออกมาสยายปีกนอกประเทศ บรรดาเอเยนซีก็สร้างมูลค่าอุตสาหกรรมโฆษณาในประเทศญี่ปุ่นไว้สูงถึง 6 ล้านล้านเยน ซึ่งในมูลค่าดังกล่าวเป็นโฆษณาดิจิตอลในสัดส่วน 11% ของงบโฆษณารวม
ตัวเลขดังกล่าวหากนำมาเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมโฆษณาในประเทศไทยถือว่าเล็กมาก เพราะปัจจุบันอุตสาหกรรมโฆษณาในประเทศไทยมีมูลค่า 1.3-1.4 แสนล้านบาทเท่านั้น และในมูลค่าดังกล่าวเป็นเม็ดเงินโฆษณาดิจิตอลเพียง 3% ทำให้เอเยนซีโฆษณามองเห็นโอกาสในการเข้ามาหารายได้จากอุตสาหกรรมโฆษณาในประเทศไทย
หนึ่งในช่องทางที่หลายเอเยนซีเริ่มหันมาให้ความสนใจ คือ มือถือ เพราะจากแนวโน้มของผู้บริโภคชาวไทยที่นิยมใช้สมาร์ทโฟนมากขึ้น โดยคาดการณ์ว่าภาพรวมของธุรกิจโฆษณาดิจิตอลในสิ้นปีนี้อาจมีมูลค่า 3,730 ล้านบาท เติบโต 34.12% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ 2,780 ล้านบาท และในอีก 3-4 ปีข้างหน้าคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าแตะ 1 หมื่นล้านบาท
นี่จึงถือเป็นโอกาสสำคัญในการเข้ามาช่วงชิงขุมทองใหม่จากยุคโซเชียลมีเดียที่จะทวีความสำคัญและสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกมากในอนาคต
เม็ดเงินโฆษณาในตลาดโซ
กลุ่มสินค้าที่มีการใช้งบผ่านสื่อโฆษณาดิจิตอลมากที่สุดในปีที่ผ่านมา 10 อันดับแรก คือ โทรคมนาคม ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว รถยนต์ อสังหาริมทรัพย์ เครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮอล์ ธนาคาร เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องสำอาง เครื่องสุขภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม
ขณะที่ปีนี้แนวโน้ม 10 อับดับแรกเป็นของ โทรคมนาคม รถยนต์ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮอล์ ธนาคาร เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องสำอาง อสังหาริมทรัพย์ เครื่อสุขภัณฑ์ และกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าภาพและเสียง







