
กระทุ้งรัฐสร้างเชื่อมั่นดันเอกชนลงทุนอุ้มศก.
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
ภาพการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยชัดเจนขึ้น เมื่อตัวเลขการส่งออกครึ่งปีแรกออกมาขยายตัวไม่ถึง 1% ซึ่งทำให้คาดได้ว่าการส่งออกทั้งปีคงจะหลุดเป้าหมายและทำได้อย่างดีก็แค่เสมอตัวกับปีที่แล้วราว 3%
ภาวะขาลงของเศรษฐกิจดังกล่าว ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมใน 3 เดือนข้างหน้า ซึ่งสะท้อนการมองสถานการณ์เศรษฐกิจในอนาคตของเอกชนลดต่ำลงมาอยู่ที่ 98.7 จาก 100.4 ในเดือน พ.ค. ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 21 เดือนด้วย
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า ปัจจัยหลักที่ฉุดความเชื่อมั่น คือการลดลงของยอดคำสั่งซื้อและยอดขายโดยรวมและปริมาณการผลิตและผลประกอบการ ซึ่งมีปัจจัยลบจากความกังวลต่อปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจ การส่งออก และการชะลอลงของการบริโภคในประเทศ
เช่นเดียวกับสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ที่รายงานข้อมูลการผลิตภาคอุตสาหกรรม ณ เดือน มิ.ย. และครึ่งแรกของปี 2556 ว่า แม้บางอุตสาหกรรมยังขยายตัวเป็นบวก แต่ก็เริ่มเห็นการชะลอลงจนต้องประกาศลดประมาณการจีดีพีอุตสาหกรรมปีนี้ลงจาก 56% เหลือ 34% ส่วนผลผลิตอุตสาหกรรมหรือเอ็มพีไอ คาดว่าขยายตัวได้แค่ 0.51% จากเมื่อต้นปีที่มองไว้ค่อนข้างดีที่ 3.5-4.5%
“ธนิต โสรัตน์” เลขาธิการ ส.อ.ท. กล่าวว่า ข้อมูลเอ็มพีไอที่ออกมาติดลบต่อเนื่องล่าสุดค่อนข้างน่าเป็นห่วง เพราะถ้าไม่มีการดูแลให้สถานการณ์ดีขึ้น ผู้ประกอบการอาจลดกำลังการผลิตลง ซึ่งหมายถึงการลดเวลาทำงานส่งผลต่อรายได้ของแรงงานและกระทบการบริโภคโดยรวม
ด้าน “สมชาย หาญหิรัญ” ผู้อำนวยการ สศอ. กล่าวว่า ประเด็นที่ต้องดูแลในระยะนี้คือความเชื่อมั่นของภาคเอกชน โดยต้องสร้างความชัดเจนเพื่อให้เอกชนยังลงทุนต่อในไตรมาส 3 และ 4 เพื่อประคองให้เศรษฐกิจขยายตัวต่อไปได้ ในขณะที่การลงทุนภาครัฐยังไม่เกิด
อย่างไรก็ตาม สมชาย มองว่า เอกชนจะยังลงทุนต่อเนื่องเพราะส่วนใหญ่จะมีการวิเคราะห์และวางแผนระยะยาวไว้แล้ว ซึ่งปัจจัยภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีปัญหาตอนนี้ทั้งสหรัฐ ยุโรป จีน ต่างก็เป็นปัจจัยที่ภาคธุรกิจซึมซับไปแล้ว ดังนั้นหากรักษาความเชื่อมั่นเอกชนไว้ได้ จะทำให้การลงทุนไม่หยุดชะงัก
“พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล” ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า หลายอุตสาหกรรมจะยังมีการผลิตและส่งออกได้ต่อเนื่องและประคองการส่งออกโดยรวมได้ โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์ พลาสติก การพิมพ์บรรจุภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ด้วยสัญญาณเศรษฐกิจภาพรวมที่อ่อนลง ภาครัฐต้องเร่งดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะการใช้จ่ายภาครัฐตามโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และการลงทุน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งแม้จะยังไม่มีเม็ดเงินเข้ามา แต่ก็ต้องให้สัญญาณที่ชัดเจนเพื่อเอกชนวางแผนลงทุนล่วงหน้าได้
ทั้งนี้ พบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศที่มีน้ำหนักกับการผลิตอุตสาหกรรมโดยรวมและเอ็มพีไอมีการหดตัวมาก คือ กลุ่มอาหาร โดยหดตัว 8.5% ในครึ่งปีแรก ซึ่ง สศอ.คาดว่าจะหดตัวอีกและทั้งปีจะหดตัว 5.6% ตามด้วยกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าหดตัว 9.38% ในครึ่งปีแรก และคาดว่าจะหดตัวต่อเนื่องที่ 3% ในครึ่งปีหลัง ทำให้ทั้งปีหดตัวที่ 5%
ส่วนกลุ่มที่ขยายตัวเป็นบวกมีอยู่ไม่กี่กลุ่ม เช่น ยานยนต์ขยายตัว 34.63% ในครึ่งปีแรกแต่คาดว่าในครึ่งปีหลังจะหดตัว 13.01% ทำให้ทั้งปีขยายตัวได้ 4.6%







