
เมื่อสงสัย จึงได้คำตอบ ตอน เงินปันผล และ กองทุนรวม
มีหลายเรื่องในการลงทุนกองทุนรวม ที่นักลงทุนชั้นเซียน อาจจะคิดว่า เป็น “เรื่องเล็กๆ” แต่สำหรับนักลงทุนมือใหม่ ยิ่งดูยิ่งมึน ยิ่งอ่านยิ่งสงสัย
โดย...สวลี ตันกุลรัตน์ [email protected]
มีหลายเรื่องในการลงทุนกองทุนรวม ที่นักลงทุนชั้นเซียน อาจจะคิดว่า เป็น “เรื่องเล็กๆ” แต่สำหรับนักลงทุนมือใหม่ ยิ่งดูยิ่งมึน ยิ่งอ่านยิ่งสงสัย โดยเฉพาะ “เรื่องปันผล” ของกองทุนหุ้น
แต่สำหรับ “จิรเมธ” นักลงทุนคนหนึ่ง ไม่ได้แค่สงสัย แต่เขาออกไปหาคำตอบ และไม่ลืมนำความรู้ที่ได้มาแบ่งปันในเว็บไซต์ siamchart.com ที่เขาเป็นผู้ดูแล พร้อมกับอนุญาตให้นำมาเผยแพร่ต่อใน “โพสต์ทูเดย์” ได้อีกด้วย
ข้อสงสัย 1 : ปันผลมากกว่า = กำไรดีกว่า?
จะไม่ให้คิดว่า กองทุนที่จ่ายปันผลได้มากกว่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าได้อย่างไร แต่ จิรเมธ บอกว่า ไม่เป็นอย่างที่คิดเสมอไป เพราะหากเปรียบเทียบจากกรณีของ Fund A กับ Fund B (มีนโยบายการลงทุนเหมือนกัน) จะเห็นว่า เมื่อคำนวณผลตอบแทนจะออกมาเท่ากัน แม้ว่า Fund A จะจ่ายเงินปันผลมากกว่า
Fund A
ซื้อหน่วยลงทุน วันที่ 1 ม.ค. 2555 NAV อยู่ที่ 10 บาท
ตลอดทั้งปีจ่ายปันผล 4 ครั้ง ครั้งละ 1 บาท รวมเป็น 4 บาท
ขายหน่วยลงทุนสิ้นปี 2555 NAV อยู่ที่ 20 บาท
ได้กำไรจากการขายกองทุน 10 บาท บวก ปันผล 4 บาท รวม 14 บาท
Fund B
ซื้อหน่วยลงทุน วันที่ 1 ม.ค. 2555 NAV อยู่ที่ 10 บาท
ตลอดทั้งปีจ่ายปันผล 2 ครั้ง ครั้งละ 1 บาท รวมเป็น 2 บาท
ขายหน่วยลงทุนสิ้นปี 2555 NAV อยู่ที่ 22 บาท
ได้กำไรจากการขายกองทุน 12 บาท บวก ปันผล 2 บาท รวม 14 บาท
“ทั้งสองกองทุนมีผลการดำเนินงานเท่าๆ กัน เพราะเงินปันผล คือ เงินส่วนที่หักออกมาจาก NAV หรือ Capital Gain” จิรเมธ ให้ข้อสรุป
พร้อมกับให้สูตรคำนวณผลตอบแทนรวมของกองทุนรวมไว้ ดังนี้
[NAV ล่าสุด + (เงินปันผลทั้งหมด – ภาษีเงินปันผล)] – NAV ที่ซื้อมา = ผลตอบแทนรวม
จากนั้น นำผลตอบแทนรวมที่ได้ มาคูณด้วย 100 และหารด้วย NAV ที่ซื้อมา
โดยยกตัวอย่างการคำนวณ 2 กองทุน ที่มี NAV และเงินปันผลที่ต่างกันในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ดังนี้
กองทุน ก.
NAV ล่าสุด = 11.4821 บาท
NAV ที่ซื้อมา = 11.9903 บาท
ที่ผ่านมาจ่ายปันผล = 10.67 บาท
ภาษีเงินปันผล = 10%
คิดเป็นผลตอบแทนรวม = 75.8513%
กองทุน ข.
NAV ล่าสุด = 15.6869 บาท
NAV ที่ซื้อมา = 10.4448 บาท
ที่ผ่านมาจ่ายปันผล = 6.8 บาท
ภาษีเงินปันผล = 10%
คิดเป็นผลตอบแทนรวม = 108.7824%
เมื่อเห็นตัวอย่างนี้แล้วจะรู้ได้ทันทีว่า กองทุน ก. ที่จ่ายเงินปันผลมากกว่า กองทุน ข. แต่เมื่อคำนวณผลตอบแทนรวมแล้วกลับกลายเป็น กองทุน ข. ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ซึ่งในกรณีนี้ยังเป็นผลมาจากความแตกต่างของนโยบายการลงทุนอีกส่วนหนึ่งด้วย
เพราะฉะนั้น คำตอบ คือ กองทุนที่ให้ปันผลสูงกว่าอาจจะไม่มีผลตอบแทนดีกว่าเสมอไป
ข้อสงสัย 2 : ซื้อหลังจ่ายปันผล ถูกกว่า?
โดยปกติแล้ว หลังจากที่กองทุนจ่ายเงินปันผลออกไปแล้ว NAV จะลดลง ทำให้นักลงทุนคิดว่า ไปรอซื้อหลังจากกองทุนจ่ายปันผลออกไปแล้วดีกว่า เพราะจะได้ “ราคาถูกกว่า”
(เหมือนกับราคาหุ้นที่จะลดลงหลังจ่ายเงินปันผล แต่ในช่วงตลาดกระทิงวิ่งแรงก็เคยเห็นราคาหุ้นวิ่งขึ้นต่อไปอีก แม้ว่าจะจ่ายเงินปันผลออกไปแล้ว)
ถ้านำ Fund A กับ Fund B (มีนโยบายการลงทุนเหมือนกัน) มาเปรียบเทียบกัน โดยสมมติให้ราคาหุ้นในกองทุนไม่มีการเปลี่ยนแปลง และไม่หักภาษีเงินปันผล จะเห็นว่า ไม่ว่าจะซื้อก่อน หรือหลังการจ่ายเงินปันผล ก็ไม่ได้ทำให้ผลตอบแทนรวมแตกต่างกัน
Fund A
ซื้อหน่วยลงทุนวันที่ 1 มี.ค. 2555 NAV อยู่ที่ 20 บาท
กองทุนจ่ายเงินปันผล 1 มี.ค. 2555 จำนวน 1 บาท
ขายหน่วยลงทุนสิ้นปี 2555 NAV อยู่ที่ 30 บาท
ได้กำไรจากการขายกองทุน 10 บาท บวก ปันผล 1 บาท รวม 11 บาท
Fund B
ซื้อหน่วยลงทุนวันที่ 2 มี.ค. 2555 NAV ลดลงมาเหลือ 19 บาท
ขายหน่วยลงทุนสิ้นปี 2555 NAV อยู่ที่ 30 บาท
ได้กำไรจากการขายกองทุน 11 บาท
จิรเมธ บอกว่า สิ่งที่จะทำให้การซื้อกองทุนหลังจากการจ่ายเงินปันผลได้เปรียบกว่าก่อนจ่ายปันผล ไม่ใช่ “ราคาถูกลง” แต่เป็น “ภาษีเงินปันผล” เพราะเงินปันผลที่ได้รับจะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ทำให้ผลตอบแทนรวมของการซื้อหลังการจ่ายปันผลจะดีกว่า (เล็กน้อย)
ข้อสงสัย 3 : รับปันผล ได้มากกว่า ขายหน่วย?
เวลาต้องเลือกระหว่างกองทุนที่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล กับ กองทุนที่ไม่จ่ายเงินปันผล แต่ใช้วิธีการขายหน่วยลงทุนเมื่อต้องการใช้เงิน เพราะฉะนั้นต้องตัดสินใจด้วยการนำ Fund A กับ Fund B (มีนโยบายการลงทุนเหมือนกัน) มาเปรียบเทียบกัน ซึ่งในกรณีนี้ต้องนำเรื่องภาษีเงินปันผล และค่าธรรมเนียมการขายหน่วยลงทุนมาคำนวณด้วย เพื่อให้เห็นผลตอบแทนที่ชัดเจน
Fund A
ซื้อหน่วยลงทุนวันที่ 1 ม.ค. 2555 NAV อยู่ที่ 10 บาท จำนวน 100 หน่วย เป็นเงิน 1,000 บาท
ค่าธรรมเนียมการขายหน่วยลงทุน 1% ไม่มีค่าธรรมเนียมซื้อ
ไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล
วันที่ 15 มิ.ย. 2555 NAV อยู่ที่ 15 บาท ต้องการเงิน 450 บาท จึงขายหน่วยลงทุน จำนวน 30.31 หน่วย
สิ้นปี 2555 NAV อยู่ที่ 20 บาท เหลือหน่วยลงทุน 69.69 หน่วย เป็นเงิน 1,393.8 บาท
ขายคืนหน่วยลงทุน หักค่าธรรมเนียมขาย 1% ได้เงิน 1,379.86 บาท (19.8 บาท x 69.69 หน่วย = 1,379.86 บาท)
Fund B
ซื้อหน่วยลงทุนวันที่ 1 ม.ค. 2555 NAV อยู่ที่ 10 บาท จำนวน 1,000 บาท
ค่าธรรมเนียมการขายหน่วยลงทุน 1% ไม่มีค่าธรรมเนียมซื้อ
วันที่ 15 มิ.ย. 2555 NAV อยู่ที่ 15 บาท จ่ายปันผล 5 บาท ได้เงิน 450 บาท (100 หน่วย x 5 บาท – ภาษี 10%)
สิ้นปี 2555 NAV อยู่ที่ 13.33 บาท
ขายคืนหน่วยลงทุน หักค่าธรรมเนียมขาย 1% ได้เงิน 1,320 บาท (13.2 บาท x 100 หน่วย = 1,320 บาท)
จิรเมธ จึงสรุปว่า ถ้ามีเวลาติดตามการลงทุน การเลือกกองทุนที่ไม่จ่ายเงินปันผลจะดีกว่า เพราะการขายหน่วยลงทุนเสียค่าธรรมเนียมน้อยกว่าเสียภาษีเงินปันผล หรือถ้าไม่มีเวลาก็เลือกกองทุนที่มีนโยบาย “ขายหน่วยลงทุนอัตโนมัติ” ที่ผู้จัดการกองทุนจะเป็นคนตัดสินใจขายหน่วยลงทุนให้แทน
แต่ไม่ว่า จะตัดสินใจอย่างไร ขอให้นึกไว้เสมอว่า เมื่อสงสัย อย่าลืมหาคำตอบ ซึ่งไม่แน่ว่า คำตอบที่ได้อาจจะทำให้ “เงินงอกเงย” ได้มากขึ้น







