
ค่าเงินบาทสวิงหนัก
สัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาเตือนภาคธุรกิจให้เตรียมตัวรับมือค่าเงินบาทที่ผันผวน
สัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาเตือนภาคธุรกิจให้เตรียมตัวรับมือค่าเงินบาทที่ผันผวน เพราะภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายในเดือน ก.ค. ที่ไหลเข้าออกมีความรวดเร็วและรุนแรงขึ้นกว่าอดีต เพราะมุมมองของนักลงทุนต่อแนวโน้มเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป
ธปท.ระบุว่า ค่าเงินบาทในปัจจุบันผันผวนหนักกว่า 7.22% กลับมาอ่อนค่าลง 1% เมื่อเทียบกับต้นปีที่ผ่านมา จากที่แข็งค่าไปมากสุดถึง 6% ในเดือน เม.ย. ซึ่งเป็นผลมาจากวิกฤตการเงินโลกเกิดบ่อยครั้ง จากการสะสมความไม่สมดุลประเทศเศรษฐกิจหลัก จนส่งผลให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนสั่นคลอนได้ง่ายและเกิดผลกระทบในวงกว้าง โดยปริมาณการซื้อขายเงินในตลาดสูงกว่าเดือนละ 2.45 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. เปิดเผยว่า มีเงินทุนจากต่างประเทศเริ่มไหลเข้ามาในตลาดพันธบัตร หลังก่อนหน้านี้มีการไหลออกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณอาจเลิกทำมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ในปลายปีนี้ จะทำให้ตลาดพันธบัตรของสหรัฐให้ผลตอบแทนลดลง
ห่วงลูกหนี้รายได้ต่ำหมื่นบาท
นางสุทธาภา อมรวิวัฒน์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ผลจากหนี้ภาคครัวเรือนที่สูงขึ้น ทำให้ธนาคารพาณิชย์เริ่มปล่อยกู้น้อยลง โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า 1 หมื่นบาท เป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังเรื่องหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ซึ่งจะทำให้เงินหมุนเวียนในระบบน้อยลง โดยกลุ่มนี้มีภาระหนี้สูงสุดอยู่ที่ 52% จากรายได้ต่อเดือน ถือเป็นตัวเลขที่สูง เพราะเฉลี่ยควรอยู่ที่ 30% จากรายได้ ขณะที่กลุ่มที่มีรายได้มากกว่า 1 หมื่นมีภาระหนี้ 25% ของรายได้ต่อเดือน หนี้ธุรกิจขนาดใหญ่ อยู่ที่ 65% ของจีดีพี หนี้ภาครัฐอยู่ที่ 45% ของจีดีพี และหนี้ครัวเรือน 80% หนี้ครัวเรือนที่สูงทำให้การกระตุ้นการบริโภคทำได้จำกัด







