
ปัจจัยลบตบเท้ามาแล้ว
1 เดือนที่ผ่านมา SET Index ผันผวนสวิงขึ้นลง โดยตกจาก 1,400 จุดไป 2 รอบ ต่ำสุดที่ 1,338 จุด
พบกันเดือนละครั้งศุกร์ที่ 3 หรือ 4 ของเดือนเช่นเคยนะครับ
1 เดือนที่ผ่านมา SET Index ผันผวนสวิงขึ้นลง โดยตกจาก 1,400 จุดไป 2 รอบ ต่ำสุดที่ 1,338 จุด จากนั้น จากการเปิดเผยรายงานการประชุม FOMC (ประจำวันที่ 1819 มิ.ย.) ทำให้ตลาดการเงินคาดการณ์ใหม่ว่า การทยอยปรับลด QE ของ FED จะยืดเวลาของบันไดขั้นแรกไปที่ปลายปีนี้ (จากเดิมที่คาดไว้ที่ ก.ย.นี้) ทำให้ SET Index โดดขึ้นพ้น 1,400 จุด และไปเรื่อยๆ จนแตะเส้น 75 วันที่ 1,519 จุด
หลักฐานชิ้นนี้เป็นสิ่งยืนยันความเชื่อเดิมที่ว่า QE เป็นเสาหลักในการขับเคลื่อนราคาหุ้นในช่วงหลังๆ โดยมีพลังไม่น้อยไปกว่าปัจจัยความแข็งแรงทางเศรษฐกิจและผลการดำเนินงานของบริษัท
การ Rebound กลับจาก 1,338 จุดมาถึง 1,519 จุดนั้น เท่ากับการฟื้นตัวมากกว่าครึ่งทางแล้ว ซึ่งน่าจะเพียงพอสำหรับคาดการณ์ใหม่ของเรื่องยืดเวลาปรับลด QE
ถัดจากนี้น่าจะเป็นหน้าที่ของปัจจัยพื้นฐานและจิตวิทยาอื่นๆ ไปสักระยะหนึ่ง จนกว่าจะมีความคืบหน้าหรือคาดการณ์ใหม่เกี่ยวกับ QE ที่จะปรับลดแถว ธ.ค.หรือไม่ และจะลดบันไดขั้นแรกจาก 85,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือนเหลือเท่าใด
สำหรับปัจจัยในเรื่องอื่นที่น่าจะมีบทบาทนั้น ได้แก่
1.การปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทย ต้นเดือน ก.ค.สมาคมนักวิเคราะห์ฯ ปรับลดไปที่ 4.6% ถัดมา 19 ก.ค. แบงก์ชาติปรับลดแซงลงไปที่ 4.2% วานนี้ 25 ก.ค. ศูนย์วิจัยฯ ไทยพาณิชย์แซงลงไปที่ 4.0%
แม้จะเป็นคนละองค์กร แต่สถานการณ์โดยรวมทางเศรษฐกิจที่อ่อนตัวลงทั้งด้านส่งออก การบริโภคในประเทศ การลงทุนภาครัฐและภาคเอกชนครบทุกด้าน ทำให้ดูคล้ายกับใครที่ทบทวนทีหลังตัวเลขก็ต่ำลงมาเป็นลำดับ
ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้น ในยุคที่ยังไม่มี QE ถือเป็นปัจจัยสำคัญมากๆ กับทิศทางหุ้น
นี่ถือเป็นปัจจัยลบเรื่องแรก
2.การเมืองต้องชำเลืองมองแล้ว หลังจากอยู่สบายๆ กับการเมืองมา 2 ปี ขณะนี้ดูเหมือนจะเริ่มร้อนระอุขึ้นมา เมื่อ 2 วันก่อน (24 ก.ค.) ข่าววิปรัฐบาลเห็นชอบให้นำร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา 7 ส.ค.นี้
ผมสังเกตว่า ช่วงบ่ายวันเดียวกัน ตลาดหุ้นเริ่มสะดุ้งไหลลงจากระดับ 1,519 จุด แถวเส้น 75 วัน ลงมา 2 วัน จนถึง 1,481 จุด ขณะที่ปิดต้นฉบับคอลัมน์นี้
ถ้าเป็นเรื่องอื่นๆ ในสภา ไม่ว่าจะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย หรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือ พ.ร.บ.กู้เงินซึ่งซัดกันเฉพาะ สส. 2 ฝ่าย ผมไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องที่น่ากังวลอะไรในช่วงปีนี้
แต่กรณี พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เกรงว่ามีผู้แสดงปฏิกิริยาบวกและลบในวงกว้างกว่า
ดังนั้น แม้ว่าจะมีปัจจัยบวกจากการยืดเวลา QE การที่ บจ.มีผลดำเนินงานที่โต 20% ในปีนี้ ผมก็คาดว่า ดัชนีหุ้นที่ 1,520 จนถึง 1,569 จุด ซึ่งเป็นคาดการณ์ดัชนีสิ้นปีนี้ของนักวิเคราะห์ น่าจะเป็นบริเวณที่ราคาหุ้นระยะสั้นต้องเขย่าพักตัวบ้างด้วยปัจจัยลบข้างต้น ซึ่งหากหุ้นเหวี่ยงลงต่ำกว่าเป้า 1,569 จุด สัก 57% คือแถวๆ 1,4901,460 จุด ก็ดูน่าจะยุติธรรมดี
บรรดาหมวดธุรกิจที่คุณผู้อ่านน่าจะไปทำการบ้านด้วยการดูบทวิจัยหรือศึกษาเองก็ตามคือ หมวดสื่อสารรายที่เป็นผู้นำตลาด ซึ่งผมมองว่าเป็นสินค้าที่ผู้คนหลงใหล (ไม่ใช่ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต แต่ขาดไม่ได้แม้แต่ชั่วโมงเดียว)
หมวดต่อมาคือ หมวดที่โยงกับการที่เศรษฐกิจสหรัฐและยูโรโซนเริ่มฟื้นไข้และยังไม่ค่อยได้ขึ้นคือ กลุ่มพลังงาน ซึ่งลองเลือกจากบทวิเคราะห์ดูนะครับ
บทวิเคราะห์นั้น หากอยากได้จากหลายสำนัก โดยเฉพาะสำนักที่ไม่ค่อยหาดูได้ ผมเชิญชวนให้มางานมหกรรมวิเคราะห์ หลักทรัพย์ฯ ในวันศุกร์ที่ 2 และเสาร์ที่ 3 ส.ค. ค่าสัมมนา 200 บาทพร้อมรับ “คู่มือลงทุน” ของสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ที่รวบรวมจากนักวิเคราะห์ถ้วยรางวัลยอดเยี่ยม และสำนักวิจัยชื่อดัง 24 สำนัก ทองคำดัชนีอีก 5 สำนักที่อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ หอประชุม ศ.สังเวียนฯ ชั้น 3 ครับ
วิทยากรดังเกือบ 20 คน เช่น คุณไพบูลย์ นลินทรางกูร, ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ, คุณมนตรี ศรไพศาล, ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร, คุณภรณี ทองเย็น, คุณกวี ชูกิจเกษม, คุณสุกิจ อุดมศิริกุล, คุณวิวัฒน์ เตชะพูลผล, นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ, คุณฐิภา นววัฒนทรัพย์
ผมเองพูดวันเสาร์ที่ 2 ส.ค.กับคุณพิชัย เลิศสุพงศ์กิจครับ
นอกจากนั้นก็ยังมี คุณอดิศักดิ์ ผู้พิพัฒน์หิรัญกุล, คุณชาญวุทธ เตชอมรธนกิจ, คุณเกียรติศักดิ์ เจนวิภากุล, คุณถนอมศักดิ์ สหรัตน์ชัย และคุณกิตติ ชีวะเกตุ







