
ตลท.เพิ่มเป้า50%
มูลค่าเทรดหุ้นอนุพันธ์มาร์เก็ตแคปโบรกเกอร์มองตลาดแกว่งแถว1,500
มูลค่าเทรดหุ้นอนุพันธ์มาร์เก็ตแคปโบรกเกอร์มองตลาดแกว่งแถว1,500
ตลาดหลักทรัพย์มองหรูปรับเพิ่มทุกเป้า 50% สวนทางโบรกเกอร์คาดดัชนีเตาะแตะแถว 1,500
นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ได้ปรับเพิ่มเป้าหมายปี 2556 ขึ้นโดยเฉลี่ย 50% โดยมูลค่าการซื้อขายหุ้นเฉลี่ยต่อวันเป็น 4.95 หมื่นล้านบาท เพิ่ม 53% จากสิ้นปี 2555 จำนวนสัญญาซื้อขายในตลาดอนุพันธ์เพิ่มเป็น 6.6 หมื่นสัญญาต่อวัน เพิ่ม 51% จากสิ้นปี 2555 อยู่ที่ 43,823 สัญญาต่อวัน และมูลค่าหลักทรัพย์ (มาร์เก็ตแคป) ของหุ้นเข้าใหม่เพิ่มเป็น 1.8 แสนล้านบาท เพิ่ม 56% จากสิ้นปี 2555
อย่างไรก็ตาม ยังคงเป้าหมายของการขยายฐานผู้ลงทุนรายใหม่ปี 2556 ไว้ที่ระดับ 7 หมื่นราย แม้ว่าช่วง 6 เดือนจะทำได้สูงถึง 69,479 รายก็ตาม
นายจรัมพร กล่าวอีกว่า มูลค่าการซื้อขายหุ้นในช่วง 6 เดือน ที่ระดับ 6.1 หมื่นล้านบาทนั้น คิดเป็นอัตราการเติบโตสูงถึง 90% ถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของการเติบโตของตลาดหุ้นสิงคโปร์และมาเลเซียอยู่ที่ระดับ 27% เท่านั้น ทำให้ตลาดหุ้นไทยก้าวขึ้นเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคอาเซียน แต่ยังเป็นรองตลาดหุ้นสิงคโปร์ในแง่ของมาร์เก็ตแคปเท่านั้น โดยสิงคโปร์อยู่ที่ 8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
“เป้าหมายใหม่ตั้งอยู่บนสมมติฐานของความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นสูงสุด และจุดยืนของตลาดหลักทรัพย์ต้องการเป็นผู้นำในภูมิภาคนี้อย่างยั่งยืน” นายจรัมพร กล่าว
นายชนิตร ชาญชัยณรงค์ รองผู้จัดการ ตลท. กล่าวว่า ครึ่งปีแรกมีหุ้นเข้าใหม่จำนวน 16 ตัว คิดเป็นมาร์เก็ตแคป 1.49 แสนล้านบาท จากมูลค่าการระดมทุน 8.5 หมื่นล้านบาท และ บจ.เดิมระดมทุนเพิ่ม 1.04 แสนล้านบาท และมีการออกหุ้นปันผลรวม 7,396 ล้านบาท
ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์เพิ่มเป้าหมายการดำเนินงานในปีนี้กว่า 50% แต่โบรกเกอร์กลับมองแนวโน้มดัชนีหุ้นในสิ้นปีนี้อยู่ใกล้เคียงกับระดับปัจจุบันที่ 1,513 จุด โดยบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไทยพาณิชย์ ยังคงเป้าหมายดัชนีไว้ที่ 1,500 จุด และสิ้นไตรมาส 3 อยู่ที่ 1,425 จุด ทั้งนี้ คาดว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนในปีนี้จะโต 22.3% ส่วนปีหน้าจะลดน้อยลงสู่ระดับ 15%
บล.ไทยพาณิชย์ ประเมินว่าภาวะตลาดในไตรมาส 3 ยังคงผันผวนต่อเนื่อง จึงเป็นโอกาสเข้าเก็บหุ้นราคาถูกและเริ่มหันมาให้ความสนใจหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐ ได้แก่ บริษัท บ้านปู (BANPU) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) หรือ AP บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE) บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA บริษัท แสนสิริ (SIRI) ซึ่งหุ้นเหล่านี้เทรดที่สัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) เฉลี่ยเพียง 8.6 เท่าในปีนี้และ 7.4 เท่าในปี 2557
“เรื่องคิวอีทำให้นักลงทุนเริ่มทยอยขายสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อนำเงินปิดสถานะดอลลาร์สหรัฐแครรีเทรด ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญในตลาดหุ้นทั่วโลก และการเมืองภายในประเทศดูตึงเครียดมากขึ้น ก็มีผลต่อการลงทุน”
ด้านนักวิเคราะห์ บล.ทิสโก้ ซึ่งเพิ่งปรับเป้าหมายดัชนีหุ้นปีนี้ลง 6% จาก 1,650 จุด เหลือ 1,550 จุด ส่วนแนวโน้มในเดือน ก.ค. คาดดีดกลับไม่เกิน 1,500 และ 1,530 จุด จึงแนะนำให้ทยอยขายแล้วรอซื้อกลับครึ่งเดือนหลังที่ 1,400 จุด
สำหรับหุ้นที่แนะนำให้เลือกซื้อสะสม คือ หุ้นบริษัท ปตท. บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล บริษัท ไทยออยล์ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย บริษัท ทุนธนชาต บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น บริษัท ปูนซิเมนต์ไทยบริษัท ช.การช่าง (CK) บริษัท ซิโนไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น







