posttoday
ร่างพรบ.องค์กรฯ แก้ไขก่อนถึงจุบจบทีโอที-กสทฯ

ร่างพรบ.องค์กรฯ แก้ไขก่อนถึงจุบจบทีโอที-กสทฯ

21 เมษายน 2553

เมื่อ สส. ของพรรคฝ่ายค้านไม่ทำหน้าที่ที่ประชาชนเลือก โดยการไม่เข้าประชุมสภา ผลที่ตามมาคือ สส. ของรัฐบาลเลยตกลงใจกันผ่านร่างกฎหมายหลายฉบับ รวมถึงร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ไปแบบง่ายๆ หลังสงกรานต์นี้น่าจะเข้าวุฒิสภาเพื่อรับหลักการตามวาระ 1 ได้

จริงๆ แล้วนี่ควรจะเป็นกฎหมายที่หลายคนรอคอย เพราะจะส่งผลให้ต้องมีการสรรหาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ใหม่ทั้งหมด แต่บังเอิญที่มาตรา 78 วรรค 3 ที่กำหนดให้เมื่อพ้นระยะเวลา 1 ปี ให้รัฐวิสาหกิจทั้งสองแห่ง คือ ทีโอที และกสท โทรคมนาคม นำรายได้จากผลประกอบการในส่วนการให้อนุญาตสัมปทานนำส่งให้ กสทช. เพื่อเป็นรายได้แผ่นดิน ซึ่งสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจทั้งสองแห่งได้เสนอว่า เนื้อหามาตรานี้ขัดรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 305 (1) ที่บัญญัติให้การตรากฎหมายตามมาตรา 47 “ต้องไม่กระทบกระเทือนถึงการอนุญาตสัมปทานหรือสัญญาที่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ได้กระทำขึ้นก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ จนกว่าการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญานั้นจะสิ้นผล”

เมื่อพิจารณากรอบเวลาแล้ว ร่างกฎหมายฉบับนี้สามารถประกาศใช้ได้เร็วที่สุดประมาณต้นปี 2554 นั่นหมายความว่า ในปี 2555 ทีโอทีและกสทฯ จะไม่ได้รับส่วนแบ่งรายได้จากสัญญาร่วมการงาน ทีโอทีจะสูญรายได้ไม่น้อยกว่า 2.3 หมื่นล้านบาท ขณะที่กสทฯ จะสูญรายได้ไม่ต่างจากกันมากนัก มองดูแล้วเงินอาจไม่ได้หายไปไหน เพราะเข้าสู่รัฐบาลโดยตรง แต่ 2 องค์กรดังกล่าวจะประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง มีปัญหาการลงทุนโครงการขนาดใหญ่และขาดทุน หากไม่มีมาตรการมารองรับ

ทางแก้ปัญหาในตอนนี้ คือ เร่งเสนอ สว. ขอให้มีการแปรญัตติโดยเร็ว

วรินทร์ เทียมจรัส สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า พนักงาน 2 องค์กรนี้ต้องเสนอข้อมูลต่อ สว. เพื่อตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ เพื่อแก้ไขมาตรา 78 รวมถึงมาตราอื่นๆ ที่อาจมีปัญหา หลังจากนั้นปลายเดือน พ.ค. ก็น่าจะได้ข้อยุติและปิดสมัยประชุม และประมาณเดือน ส.ค. จะเสนอกฎหมายกลับไปสภาผู้แทนราษฎร

แต่เพื่อเป็นแผนสำรอง ทีโอทีและกสทฯ ต้องระดมนักกฎหมายหยิบยกมาตรา 6 รัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ระบุว่า บทบัญญัติใดขัดกับรัฐธรรมนูญจะใช้บังคับไม่ได้ ซึ่งฝ่ายกฎหมายต้องตั้งเรื่องและเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้มีการวินิจฉัย รวมถึงเตรียมเสนอระเบียบต่อรัฐบาล หากร่างกฎหมายนี้ผ่านสภาและประกาศใช้ได้ รัฐบาลต้องอุดหนุนและให้การช่วยเหลือทั้งสององค์กรให้มีสภาพคล่อง สามารถลงทุนโครงการต่างๆ และแข่งขันในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจจะทดแทนในช่วงเวลาตามอายุสัญญาสัมปทาน คือ เอไอเอสจะหมดปี 2558 ทรูมูฟหมดปี 2560 และดีแทคหมดสัญญาปี 2563

ธานีรัตน์ ศิริปะชะนะ รองปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที เปิดเผยว่า ไอซีทีได้คัดค้านมาตรา 38 ที่ระบุให้รัฐวิสาหกิจคืนความถี่กลับคืนให้ กสทช. เมื่อหมดสัมปทาน โดย กสทช. จะนำไปจัดสรรด้วยวิธีประมูลใหม่ เนื่องจากเห็นว่าไม่ควรยึดคลื่นคืนจากรัฐวิสาหกิจ เพราะรัฐวิสาหกิจยังมีเครือข่ายที่รับโอนจากเอกชนมาบริหารจัดการต่อหากไม่มีคลื่นความถี่โครงข่าย ก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้

ส่วนมาตรา 78 วรรค 3 ไอซทีก็คัดค้านเช่นกัน โดยเห็นว่าไม่ควรจะระบุว่าให้รัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้จากสัมปทานทั้งหมดเข้า กสทช. หลังจากกฎหมายประกาศใช้ แต่ควรปล่อยให้รัฐวิสาหกิจมีรายได้สัมปทานไปจนกว่าจะหมดอายุสัญญาในอีก 56 ปีข้างหน้า เพื่อเปิดโอกาสให้รัฐวิสาหกิจตั้งหลักแข่งขันกับภาคเอกชนที่มีความคล่องตัวกว่า

วิโรจน์ โตเจริญวาณิช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจร่วมการงาน ของกสทฯ เปิดเผยว่า ผลกระทบจากร่างกฎหมายต่อกสทฯ และทีโอที คือ ทั้งสองหน่วยงานจะสูญเสียรายได้จากสัญญาสัมปทานทานซึ่งถือเป็นรายได้หลัก โดยกสทฯ มีสัดส่วนสูงถึง 60% ทีโอที 40% ส่งผลให้ทั้งสองหน่วยงานประสบสภาวะขาดทุนโดยทันที และยังจะส่งผลลุกลามไปถึงความสามารถในการลงทุน จนถึงขึ้นต้องใช้วิธีการกู้เงินแทนการลงทุนด้วยตัวเองเหมือนปัจจุบัน โดยต้องให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกัน ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นก็ไม่รู้ว่าคลังจะค้ำประกันให้หรือไม่

ส่วนกรณีมาตรา 38 ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือ รัฐวิสาหกิจไม่สามารถนำโครงข่ายที่ได้รับการโอนย้ายตามสัญญาบีทีโอจากเอกชนมาใช้ประโยชน์ได้ เพราะคาดเดาไม่ได้ว่า กสทฯ จะสามารถประมูลความถี่ที่ส่งคืน กสทช. กลับคืนมาได้หรือไม่ หากประมูลได้ก็ถือว่าโชคดี แต่หากประมูลไม่ได้โครงข่ายดังกล่าวก็ทำประโยชน์ไม่ได้เลยนอกจากเอาชั่งกิโลขาย

สุดท้ายต้องไม่ลืมว่า หัวเรือใหญ่ของ 2 องค์กร ต้องออกมามีบทบาทมากกว่านี้ในการเรียกร้องให้สภามีการทบทวนเนื้อหาของกฎหมาย เพื่อเพิ่มน้ำหนักความสำคัญให้มากขึ้น และต้องทำไปพร้อมๆ กับการเร่งแผนการตลาดให้เข้มข้นมากขึ้น เพราะสุดท้ายแล้วการดึงส่วนแบ่งรายได้ไว้ก็เป็นเพียงการต่ออายุออกไปช่วงสั้นๆ เท่านั้น หนทางอยู่รอดต่อไปในอนาคตเมื่อสัญญาสัมปทานจบลง คือ ต้องสามารถยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเองให้ได้เท่านั้น

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ