
ผู้ส่งออกแนะรัฐปรับวิธีประมูลข้าว
กรมการค้าต่างประเทศ เปิดประมูลข้าวเปลือกเจ้า 5% ปีการผลิต 2555/2556 เพื่อทำข้าวนึ่ง 2 แสนตัน เปิดยื่นซองภายในวันที่ 30 ก.ค. 2556 ขณะที่ผู้ส่งออกแนะให้รัฐเพิ่มเงื่อนไขการประมูลข้าวขาวทั่วไป ด้วยการกำหนดวันยื่นซองและวันเปิดซองประมูลเป็นวันเดียวกัน เพื่อความโปร่งใส
กรมการค้าต่างประเทศ เปิดประมูลข้าวเปลือกเจ้า 5% ปีการผลิต 2555/2556 เพื่อทำข้าวนึ่ง 2 แสนตัน เปิดยื่นซองภายในวันที่ 30 ก.ค. 2556 ขณะที่ผู้ส่งออกแนะให้รัฐเพิ่มเงื่อนไขการประมูลข้าวขาวทั่วไป ด้วยการกำหนดวันยื่นซองและวันเปิดซองประมูลเป็นวันเดียวกัน เพื่อความโปร่งใส
นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า กรมการค้าต่างประเทศได้ออกประกาศให้ผู้สนใจที่มีคำสั่งซื้อข้าวนึ่งจากต่างประเทศเข้าร่วมประมูลเสนอราคาข้าวเปลือกเจ้า 5% ปีการผลิต 2555/2556 ในสต๊อกโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลปริมาณ 2 แสนตัน เพื่อส่งออกไปขายในต่างประเทศ โดยให้ผู้สนใจยื่นซองเสนอราคาซื้อข้าวเปลือกได้ภายในวันที่ 30 ก.ค.นี้ ที่กรมการค้าต่างประเทศ โดยเป็นการเสนอราคาซื้อ ณ โรงสี และกำหนดให้ผู้ซื้อต้องเสนอราคาซื้อขายที่สอดคล้องกับปริมาณคำสั่งซื้อข้าวนึ่งจากต่างประเทศ ในอัตราส่วนข้าวเปลือกต่อข้าวนึ่งประมาณ 1.65:1 และต้องวางหลักประกันในอัตรา 2% ของมูลค่าที่ยื่นเสนอราคา
ทั้งนี้ ผู้ซื้อต้องส่งออกข้าวนึ่งที่ได้จากการแปรสภาพข้าวเปลือกเจ้า 5% ไปต่างประเทศภายใน 45 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับมอบข้าวนึ่งจากโรงสีที่กำหนด ซึ่งภายหลังจากการรับซองเสนอราคาซื้อเสร็จสิ้น ได้มอบหมายให้คณะทำงานดำเนินการระบายข้าวร่วมกันเปิดซองเสนอราคาซื้อและกำหนดเกณฑ์ราคาต่อรองและเกณฑ์ราคาขาย ก่อนจะเสนอผลการเจรจาต่อรองต่อ รมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวเพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป
“การประมูลครั้งนี้เป็นโอกาสผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดส่งออกข้าวไปต่างประเทศได้มากขึ้น และร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดข้าวนึ่งจากประเทศคู่แข่งสำคัญ” นิวัฒน์ธำรง กล่าว
กอบสุข เอี่ยมสุรีย์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า การเปิดประมูลข้าวหน้าคลัง ถือว่าเป็นวิธีการเปิดประมูลทั่วไปที่ใช้กันมาอยู่แล้วเป็นปกติ แต่มีจุดที่ผู้ส่งออกต้องการให้รัฐบาลพิจารณาแก้ไขเล็กน้อยในการประมูลครั้งต่อไป คือ ต้องการให้กำหนดวันยื่นซองกับวันเปิดซองประมูลเป็นวันเดียวกัน และหากจะปรับมาใช้วิธีการประมูลข้าวทั่วไปผ่านตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (เอเฟท) ก็จะเป็นวิธีหนึ่งที่ดี เพราะมีความโปร่งใส ซึ่งได้ยินมาว่ารัฐบาลอาจนำวิธีนี้มาใช้ประมูล
อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยผลการตรวจสอบสารตกค้างโดยมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อราคาข้าว แต่จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคมากกว่า เพราะเรื่องสารตกค้างมีความอ่อนไหว และต้องมีการชี้แจงรายละเอียดอย่างชัดเจน ไม่ใช่เปิดเผยเพียงผลการตรวจสอบเท่านั้น เนื่องจากการตรวจสอบข้าวมีวิธีการตรวจสอบเฉพาะอยู่ เช่น ต้องมีการสุ่มตรวจหลายครั้งในข้าวชนิดเดียวกัน ตรวจสอบจากหลายตัวอย่าง และห้องแล็บทดสอบข้าวมาจากที่ไหน เป็นห้องทดสอบที่ได้รับการรับรองมาตรฐานหรือไม่ เป็นต้น
“รายละเอียดการตรวจสอบจำเป็นต้องชี้แจงอย่างชัดเจน เพราะเป็นเรื่องที่มีความอ่อนไหวมาก พอเปิดเผยข้อมูลออกมาอาจทำให้ประชาชนตื่นตระหนกได้ และสารที่ตกค้างอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้หรือไม่ การตรวจสอบค่อนข้างจะมีรายละเอียดมาก จึงต้องออกมาประกาศให้ชัดเจน” กอบสุข กล่าว







