
ตลาดฯกำลังรออะไร???
สวัสดีครับทุกท่าน...เป็นที่สังเกตได้ชัดเจนว่าในช่วงนี้ตลาดหุ้นเคลื่อนไหวในลักษณะแกว่งตัว ปริมาณการซื้อขายชะลอตัวลงมาต่ำกว่า 4 หมื่นล้านบาท นักลงทุนต่างชาติชะลอการขายแต่ซื้อไม่มาก
สวัสดีครับทุกท่าน...เป็นที่สังเกตได้ชัดเจนว่าในช่วงนี้ตลาดหุ้นเคลื่อนไหวในลักษณะแกว่งตัว ปริมาณการซื้อขายชะลอตัวลงมาต่ำกว่า 4 หมื่นล้านบาท นักลงทุนต่างชาติชะลอการขายแต่ซื้อไม่มาก
มี 3 ปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นยังคงไม่มีทิศทางที่ชัดเจน
ปัจจัยแรก เรื่องผลการดำเนินงานของ บจ. ในปี 2556 เนื่องจากนักลงทุนเริ่มไม่มั่นใจว่าการเติบโตของกำไรสุทธิที่คาดการณ์ไว้สำหรับปี 2556 จะเป็นไปตามคาดการณ์ของนักวิเคราะห์หรือไม่ เนื่องจากปัจจัยภาพรวมของเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลง
ตัวอย่างล่าสุด พบว่า EPS ของปี 2556 จากการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่รวบรวมโดย Bloomberg อยู่ที่ 107.13 บาทต่อหุ้น เทียบกับ SET Index ที่ 1,450 จุด พบว่า ตลาดหุ้นไทยมีค่า PER คาดการณ์สำหรับปี 2556 อยู่ที่ 13.53 เท่า ถือว่าเป็นระดับเหมาะสมของตลาดหุ้นไทย ดังนั้น SET Index ที่ 1,450 จุด จึงถือว่าเป็นระดับที่ไม่ถูกและไม่แพง
แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่า ตัวเลข EPS ที่ 107.13 บาทนั้นเป็นตัวเลขที่น่าเชื่อถือหรือไม่ เนื่องจากภาพรวมของเศรษฐกิจไทยที่ได้กล่าวไปแล้วว่าดูชะลอตัวอาจทำให้ตัวเลขคาดการณ์ถูกปรับลงไปอีกก็เป็นไปได้ ดังนั้น ผมจึงเชื่อว่าตลาดหุ้นจะเริ่มมีทิศทางที่ชัดเจนขึ้นหลังจาก บจ.ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2556 ไปแล้วซึ่งคงไม่เกินกลางเดือน ส.ค. ทั้งนี้จะถือว่าเป็นข่าวดีมากหาก บจ.มีผลการดำเนินงานที่ดีเกินคาดการณ์ เนื่องจากในปัจจุบันนักลงทุนส่วนใหญ่มีความคาดหวังต่อผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2556 ในระดับต่ำ
ปัจจัยที่สอง เรื่องอัตราดอกเบี้ย/อัตราผลตอบแทนพันธบัตร เรื่องนี้ถือว่าสำคัญมากเช่นกันต่อการประเมินมูลค่าหุ้น เนื่องจากโดยทฤษฎีการลงทุนแล้ว การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลให้มูลค่าหุ้นลดลง (ค่า PER ที่เหมาะสมลดลง บนสมมติฐานว่า EPS คงที่) และกำไรของบริษัทลดลง (สมมติฐานว่ารายได้คงที่) ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า อัตราดอกเบี้ยในบ้านเราขณะนี้มีทิศทางที่ไม่ชัดเจน
ปัจจัยที่สาม เรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ปัจจัยนี้แตกต่างจาก 2 ปัจจัยที่ผ่านมา เนื่องจากไม่เกี่ยวกับผลการดำเนินงานและมูลค่าหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่มีผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนและการเคลื่อนย้ายเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติ โดยปัจจุบันพบว่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังคงมีทิศทางที่แข็งค่าขึ้นเพื่อหาสมดุลใหม่ และการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐจะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนต่างชาติคงไม่ต้องการเพราะจะทำให้การถือครองเงินบาทมีมูลค่าลดลง
ผมเชื่อว่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะแข็งค่าขึ้นไปอีกได้ แต่น่าจะไม่มาก เพราะต้องไม่ลืมว่าสหรัฐยังคงต้องการส่งออกสินค้าเพื่อมาแข่งกับจีนและญี่ปุ่นเช่นกัน สำหรับกรณีอัตราแลกเปลี่ยนคาดการณ์ยากที่สุดว่าจะเข้าสู่สมดุลเมื่อไร ดังนั้นนักลงทุนจึงต้องติดตาม ทั้งนี้ผลกระทบต่อตลาดหุ้นนั้นผมให้น้ำหนักกับ 2 ปัจจัยแรกมากที่สุด
ตลาดหุ้นก็มีแนวโน้มว่าจะฟื้นตัวได้หลังจากช่วงเดือน ส.ค.ก.ย.ครับ แต่การฟื้นตัวจะมากแค่ไหน คงต้องติดตามปัจจัยในช่วงนั้นอีกที ซึ่งผมคิดว่าปัจจัยการเมืองถือว่าเป็นตัวแปรสำคัญครับ







