
ปราบโกงภาษีต้องเช็คบิลทั้งระบบ
คดีการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มปลอมร่วม 4,600ล้านบาท ให้อย่างรวดเร็วของกรมสรรพากรกำลังเป็นที่จับตามอง
คดีการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มปลอมร่วม 4,600ล้านบาท ให้อย่างรวดเร็วของกรมสรรพากรกำลังเป็นที่จับตามอง
ล่าสุด สาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร ชี้แจงว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กรมให้ความสำคัญกับการปราบการคืนภาษีปลอม และได้ให้นโยบายกับสรรพากรพื้นที่จับตากับผู้ประกอบการแปลกๆ เช่น ทุนต่ำๆ หน้าตากรรมการไม่เหมือนเจ้านาย แต่เหมือนคนใช้ในทีวี ชื่อแปลก แต่มีการขอคืนภาษีจำนวนมากๆ
นอกจากนี้ ยังมีกรณีของเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรย้ายจากพื้นที่ไปอีกพื้นที่หนึ่ง แล้วผู้เสียภาษีย้ายตามเจ้าหน้าที่หรือผู้บริหารดังกล่าว ว่าเกิดอะไรขึ้น
ปลายปีที่แล้วกรมสรรพากรมีการพบการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มปลอม โดยทางสรรพากรภาคแจ้งเข้ามา ได้ใช้วิธีการติดตามล่อซื้อทางลับ มีการจับได้กรณีของการใช้ใบกำกับภาษีปลอม ไม่ใช้วิธีการตีฆ้องร้องป่าวประกาศ ซึ่งจะทำให้จับผู้โกงภาษีไม่ได้
สำหรับกลุ่มที่ขอคืนภาษีมูลค่าส่งออกปลอม ทางกรมสรรพากรเจอหลายกลุ่ม มีที่อีสานเจอ 2 กลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มหนึ่งเป็นการขอคืนภาษีส่งออกธุรกิจอุปโภคบริโภค อีกกลุ่มส่งออกคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้มาจากกรมศุลกากร ซึ่งมีการเกี่ยวข้องหลายบริษัทที่มีการตรวจสอบและทำการปรับ และทางภาคสรรพากรก็ได้ดำเนินการว่ามีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่
ขณะที่ส่วนกลางของกรมสรรพากร ก็ดำเนินการตรวจสอบผู้เสียภาษีว่า มีการขอคืนภาษีปลอมมากแค่ไหน เพราะกลุ่มพวกนี้มักจะมีการขอคืนภาษีจริงผสมกับการขอคืนภาษีปลอม ต้องวิเคราะห์ให้ได้
สำหรับกลุ่มขอคืนภาษีปลอมภาคกลางและกรุงเทพฯ กรมสรรพากรตรวจเจอ 23 กลุ่มใหญ่ๆใน 2 กลุ่มแรกเป็นข่าวได้ยินบ่อยๆ แต่อีกกลุ่มไม่เป็นข่าวแต่ธุรกรรมเหมือนๆ กัน และทำธุรกิจประเภทเดียวกัน ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มรวมกับกลุ่มที่เจอทางอีสาน กรมสรรพากรได้ส่งรายชื่อทั้งหมดให้ตำรวจดำเนินการไปพร้อมกับการตรวจสอบภายใน
อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า ในส่วนของกรมสรรพากรได้มีการตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ และมีการขยายผลซึ่งพบผู้กระทำผิดเพิ่มขึ้นทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าว ในสำนักตรวจสอบกลางเป็นแกนหลักในการหาผู้ทุจริต และได้มีการตั้งคณะกรรมการหาข้อเท็จจริง ที่มี สุทธิชัย สังขมณี ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง สรรพากรภาคและพื้นที่ ร่วมเป็นกรรมการสอบ เพื่อดูปัญหาที่แท้จริง
นอกจากนี้ คณะกรรมการยังต้องดูเรื่องระเบียบของกรมสรรพากรและกรมศุลกากรว่าไปกันได้หรือไม่ ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจากระเบียบของหน่วยงานไหนกันแน่ หรือว่าเกิดขึ้นจากทั้งสองหน่วยงาน
สำหรับผู้เสียภาษีคณะกรรมการจะตรวจสอบตามเส้นทางการเงิน จะมีการอายัดธุรกรรมเพื่อนำเงินมาคืน ซึ่งทางคณะกรรมการจะเร่งสรุปภายในเดือนนี้
สาธิต กล่าวว่า สำหรับกรณีที่มีการโกงภาษีมูลค่าเพิ่ม 4,600 ล้านบาท เป็นหน้าที่ของกรรมการหาข้อเท็จจริง ซึ่งมีการดำเนินการตามกฎหมายแล้ว ทั้งการอายัดสินค้า สอบเส้นทางการเงิน ซึ่งกรณีดังกล่าวเจ้าหน้าที่พบก่อนหน้าแล้ว โดยในพื้นที่กรุงเทพฯ มีบริษัทบางแห่งขอคืน 500600 ล้านบาท แต่ทางกรมสรรพากรไม่คืนให้ เพราะตรวจว่าเป็นการขอคืนปลอม
สาธิต กล่าวอีกว่า กรณีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องได้มีการขอให้มาช่วยงานที่กรมสรรพากรแล้ว เพื่อให้การตรวจสอบได้ง่ายขึ้น และให้มีการตั้งคนอื่นมาทำหน้าที่แทนไปก่อน ยังไม่ถือเป็นการย้ายเพราะข้อเท็จจริงไม่ปรากฏ และไม่มีใครอยากย้ายมาอยู่ในพื้นที่ที่มีปัญหา ทำให้หาคนมาแทนยาก
“การที่มีคนอ้างว่ามีบิ๊กสรรพากรเข้าไปเกี่ยวข้องการขอคืนภาษีปลอม ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่ใกล้ช่วงโยกย้าย ก็จะมีการส่งสีให้ป้ายกันไปมา ซึ่งไม่ขอวิจารณ์ อยู่ที่ข้อเท็จจริงที่กรรมการจะสรุปผลออกมา” สาธิต กล่าว
ทั้งนี้ เอกสารส่งออกสินค้าผู้ประกอบการไม่สามารถทำปลอมขึ้นได้ ต้องออกโดยกรมศุลกากร ซึ่งหากผู้ส่งออกสำแดงไม่ตรงกับกรมศุลกากร กรมสรรพากรต้องเชื่อกรมศุลกากร เพราะเป็นหน่วยงานของรัฐ ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ทั้งประเทศเชื่อเอกสารของกรมศุลกากร แต่พอเกิดมีปัญหาตอนนี้ไม่แน่ใจว่าเชื่อได้ 100% หรือไม่







