posttoday
ค่ายมือถือเตรียมลูบปากขยับสัมปทาน 1 ปีสูญแสนล.

ค่ายมือถือเตรียมลูบปากขยับสัมปทาน 1 ปีสูญแสนล.

15 กรกฎาคม 2556

กลายเป็นประเด็นในวงการโทรคมนาคมของไทยไปแล้ว กับผลการประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เมื่อวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา ที่มีการพิจารณาถึงมาตรการเยียวยาผู้บริโภคกรณีคลื่นความถี่ 1800 ที่บริษัท กสทโทรคมนาคม ให้สัมปทานกับบริษัท ทรูมูฟ และบริษัท ดิจิตอล โฟน (ดีพีซี) จะสิ้นสุดอายุสัมปทานลงในวันที่ 15 ก.ย.ที่จะถึงนี้ โดย กทค.ให้เวลาใช้สิทธิคลื่นอีก 1 ปี เพื่อย้ายผู้บริโภคไปยังผู้ให้บริการอื่น และยืนยันว่าไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์เอกชน และไม่ได้เป็นการ “ต่ออายุสัมปทาน”

กลายเป็นประเด็นในวงการโทรคมนาคมของไทยไปแล้ว กับผลการประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เมื่อวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา ที่มีการพิจารณาถึงมาตรการเยียวยาผู้บริโภคกรณีคลื่นความถี่ 1800 ที่บริษัท กสทโทรคมนาคม ให้สัมปทานกับบริษัท ทรูมูฟ และบริษัท ดิจิตอล โฟน (ดีพีซี) จะสิ้นสุดอายุสัมปทานลงในวันที่ 15 ก.ย.ที่จะถึงนี้ โดย กทค.ให้เวลาใช้สิทธิคลื่นอีก 1 ปี เพื่อย้ายผู้บริโภคไปยังผู้ให้บริการอื่น และยืนยันว่าไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์เอกชน และไม่ได้เป็นการ “ต่ออายุสัมปทาน”

สาระสำคัญ คือ ระยะเวลา 1 ปีที่เพิ่มขึ้น กทค.มีการกำหนดหลักเกณฑ์อย่างไร เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง ว่า กทค. กำลังคิดและทำอะไรอยู่ เพราะการที่ กทค. ยอมให้มีการ “เยียวยา” ลูกค้าต่อไป 1 ปี นั่นหมายความว่าเอกชนผู้ประกอบการสามารถให้บริการลูกค้าต่อไปได้อีก 1 ปี โดยไม่ต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้กับเจ้าของสัมปทานเดิมอีกต่อไป

กรณีของทรูมูฟนั้น มีลูกค้าในระบบ 18 ล้านเลขหมาย เดิมมีภาระต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้กับบริษัท กสท โทรคมนาคม ปีละกว่า 8,000 ล้านบาท แต่เมื่อหมดอายุสัมปทานแล้ว ทางทรูมูฟไม่ต้องจ่ายค่าส่วนแบ่งรายได้จำนวนดังกล่าวให้กับบริษัท กสทฯ แล้ว จะมีก็แต่ค่าเช่าโครงข่ายที่บริษัท กสทฯ จะคิดกับทรูมูฟ ซึ่งอาจไม่ถึง 8,000 ล้านบาท ทรูมูฟก็จะมี “รายได้” ใหม่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องทำอะไรอีกหลายพันล้านบาท ขณะที่ยังคงเก็บค่าบริการจากลูกค้าในอัตราเท่าเดิม

อย่างไรก็ตาม หาก กทค.ยืนยันจะต่ออายุสัญญาสัมปทานออกไป 1 ปี ก็ต้องมีความชัดเจนในหลักเกณฑ์ เช่น ผู้ให้บริการต้องโอนย้ายลูกค้าออกไปจากระบบเป็นจำนวนเท่าใด หรือคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน เช่น ถ้ากำหนดต้องโอนย้ายลูกค้า 10% ทุกเดือน ถ้ามีลูกค้า 10 ล้านราย ก็ต้องโอนย้ายไม่ต่ำกว่า 1 ล้านรายต่อเดือน และต้องระบุชัดเจนว่า หากเอกชนไม่สามารถโอนย้ายเสร็จภายในเวลาที่กำหนดก็ต้องให้ยุติไป ไม่สามารถต่ออายุการเยียวยาได้อีก รวมถึงการกำหนดส่วนแบ่งรายได้ที่รัฐควรได้รับให้ชัดเจน โดยรัฐต้องได้รับผลประโยชน์ไม่น้อยลงจากเดิมที่เคยได้รับมาก่อนหน้าสัญญาสัมปทานสิ้นสุด สำหรับกรณีของทรูมูฟจ่ายส่วนแบ่งรายได้ 30% ของรายได้ทั้งหมดต่อปี เท่ากับว่าเมื่อได้ขยายสิทธิใช้คลื่นความถี่ออกไป 1 ปี ทรูมูฟต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้รัฐรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 30% เดิมเช่นกัน ซึ่งอาจแบ่งเป็นค่าเช่าโครงข่ายที่ต้องจ่ายให้ บริษัท กสท โทรคมนาคม และจ่ายค่าสิทธิ์ในคลื่นความถี่ให้ กสทช. ด้วย

แหล่งข่าวนักกฎหมายในวงการโทรคมนาคม กล่าวว่า กสทช. ยืนยันชัดเจนโดยทำเป็นบทความออกมาเผยแพร่ทางสื่อว่า มีสิทธิ์ตามกฎหมายในการเยียวยาผู้บริโภคโดยการให้เวลา 1 ปีในการโอนย้ายลูกค้า และนี่ไม่ใช่การยืดอายุสัญญาสัมปทาน สรุปคือไม่ว่าอย่างไรทรูมูฟและดีพีซี ที่จะหมดสัญญา 15 ก.ย. ก็ได้เวลาแน่ๆ แล้วอีก 1 ปี ดังนั้นสิ่งที่ควรผลักดันอย่างยิ่งคือ การกำหนดหลักเกณฑ์ที่เอกชนจะต้องปฏิบัติในระยะเวลา 1 ปีหลังจากนี้ ไม่มีทางรู้ว่าอีก 1 ปีจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น เอกชนจะใช้ลูกค้าเป็นตัวประกันหรือไม่ จะมีการยืดอายุสัมปทานออกไปอีกหรือไม่ รัฐจะเสียหายและเสียโอกาสอีกมหาศาลขนาดไหน

ขณะที่ด้านของส่วนแบ่งรายได้ที่รัฐควรได้รับจากเดิมกำหนดไว้ 30% หากมีการกำหนดค่าเช่าโครงข่ายไว้ที่ 57% ของรายได้ต่อปี รวมกับค่าใบอนุญาตที่ต้องจ่ายให้กับ กสทช. รวมแล้วเอกชนต้องจ่ายไม่ถึง 10% ของรายได้ แต่รัฐกลับสูญเสียรายได้ลงไปกว่า 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านั้น และใครคือผู้ที่ได้รับประโยชน์ที่แท้จริงกันแน่

นอกจากนี้ รายจ่ายที่ลดลงของเอกชนอย่าง ทรู อาจกลายเป็นเงินทุนเพื่อใช้สำหรับการประมูลคลื่นความถี่ 4 G ในอนาคตโดยไม่ต้องไปหาเงินกู้จากที่ใดก็เป็นได้

และแน่นอนว่า ดีพีซี ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเอไอเอส ที่จะใช้หลักเกณฑ์เดียวกันนี้ อาจมีลูกค้าไม่มากนัก แต่สาระสำคัญอยู่ที่เอไอเอส และในอนาคตรวมถึงดีแทค ที่จะเดินตามรอยเท้าที่ทรูและบริษัท กสทฯ ทำไว้อย่างแน่นอน และนั่นหมายความว่ารัฐกำลังเสียรายได้มหาศาลอย่างที่ไม่ควรจะเป็น

สำหรับส่วนแบ่งรายได้ของทรูมูฟอยู่ที่ 30% เป็นมูลค่าประมาณ 8,000 ล้านบาทต่อปี ด้านดีแทคส่วนแบ่งรายได้ 30% ประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาทต่อปี และส่วนแบ่งรายได้สัญญาสัมปทานของเอไอเอสอยู่ที่ 20% ประมาณ 2 หมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งปัจจุบันมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากมีการโอนย้ายลูกค้าที่อยู่ใต้สัญญาสัมปทานเดิมไปเป็นการให้บริการภายใต้ใบอนุญาตจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ซึ่งมีค่าธรรมเนียมประมาณ 56%

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ในฐานะผู้มีบทบาทยกร่างกฎหมายตั้ง กสทช. กล่าวว่า ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายจัดสรรคลื่นความถี่ที่มีการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ต้องมาจากการประมูลเท่านั้น ถ้าสัมปทานหมดต้องคืนคลื่นให้ กสทช.ทันที และจัดประมูลใหม่ สิ่งที่ กสทช.ทำมีผลเท่ากับการยืดอายุสัมปทานโดยปริยาย ซึ่งตามกฎหมายแล้ว กสทช.ไม่น่ามีอำนาจ และอาจขัดกับรัฐธรรมนูญด้วย

ทั้งนี้ การระบุเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคป้องกันซิมดับนั้น กสทช.รู้มานานแล้วว่าสัมปทานจะหมดอายุวันที่ 15 ก.ย. 2556 สามารถเตรียมการเพื่อนำคลื่นกลับมาประมูลใหม่ได้ทันเวลาแน่ แต่เมื่อไม่มีการกระทำใดๆ อาจตีความว่าเป็นการละเว้นปฏิบัติหน้าที่และเอื้อประโยชน์เอกชนที่หมดสัมปทานและต้องหาใบอนุญาตใหม่มาเพื่อประกอบกิจการต่อไป โดยมีผู้บริโภคเป็นตัวประกัน

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ