
เฟดเปลี่ยนใจ ไม่ผ่อน QE จริงหรือ?
ในสัปดาห์นี้ทางสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่า ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 30.9031.30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยปัจจัยหลักคือ ท่าทีจากเฟด เรื่องการชะลอมาตรการ QE ประกอบกับการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ GDP สำหรับไตรมาส 2 ปีนี้ของจีน ซึ่งหากไม่เป็นไปตามคาดอาจกดดันสินทรัพย์เอเชียโดยรวมได้ รวมถึงเศรษฐกิจไทยด้วย
ในสัปดาห์นี้ทางสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่า ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 30.9031.30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยปัจจัยหลักคือ ท่าทีจากเฟด เรื่องการชะลอมาตรการ QE ประกอบกับการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ GDP สำหรับไตรมาส 2 ปีนี้ของจีน ซึ่งหากไม่เป็นไปตามคาดอาจกดดันสินทรัพย์เอเชียโดยรวมได้ รวมถึงเศรษฐกิจไทยด้วย
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดความผันผวนในตลาดการเงินทั่วโลกเป็นอย่างมาก เนื่องจากช่วงต้นสัปดาห์นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงและเข้าถือสินทรัพย์ประเภทเหรียญสหรัฐอย่างหนัก เนื่องจากการรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐ สำหรับเดือน มิ.ย.ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าตลาดคาดมาก ขณะที่ได้มีการปรับตัวเลขสำหรับเดือน พ.ค.เพิ่มขึ้น ถึงแม้จะเป็นข่าวดีต่อเศรษฐกิจ แต่นั่นหมายความว่ามีความเป็นไปได้เรื่องการปรับลดขนาดมาตรการ QE เพิ่มมากขึ้น จึงส่งผลให้เงินเหรียญสหรัฐปรับแข็งค่าขึ้นไปอยู่ในระดับสูงสุดรอบ 3 ปี
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อมีการประกาศรายงานการประชุมนโยบายการเงินของสหรัฐ หรือ FOMC ซึ่งเป็นรายงานจากการประชุมตั้งแต่เมื่อวันที่ 1819 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยนายเบน เบอร์แนนคี ประธานเฟด กล่าวว่า มีโอกาสที่จะลดขนาดการเข้าซื้อสินทรัพย์ของเฟดในปี 2556 และอาจหยุดการซื้อสินทรัพย์ในช่วงครึ่งปีแรกของ 2557 ได้ หากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นไปตามการประมาณการเศรษฐกิจของเฟด
ทั้งนี้ ในรายงานการประชุมที่ประกาศออกมานั้น แสดงให้เห็นว่า แม้ผู้กำหนดนโยบายโดยรวมจะมีความประสงค์ที่จะลดขนาดของมาตรการ QE แต่พวกเขาต้องการสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากกว่านี้ โดยเฉพาะในตลาดแรงงาน
นอกจากรายงานการประชุมแล้ว นายเบน เบอร์แนนคี ยังกล่าวว่า นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายจะคงอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง ทำให้เงินเหรียญสหรัฐปรับอ่อนค่าลงในช่วงปลายสัปดาห์ เพราะเฟดอาจจะเปลี่ยนใจไม่ผ่อน QE แล้ว
อย่างไรก็ตาม การผ่อน QE คงต้องมีวันมาถึง แต่มองว่าการผ่อนภายในปีนี้อาจเร็วเกินไป เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐไม่ได้แข็งแกร่งมาก สอดคล้องกับ IMF ที่ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจโลกในปี 2556 ลงมาอยู่ที่ 3.1% จาก 3.3% ที่ประเมินไว้ในในเดือน เม.ย. โดยอ้างอิงถึงแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐที่ชะลอลง สินเชื่อในเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ที่ขยายตัวช้า และสถานการณ์ทางการเงินที่ผ่อนคลายน้อยลง หากเฟดเริ่มถอนมาตรการ QE
นอกจากนี้ IMF คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะเติบโตเพียง 1.7% แทนที่จะเป็น 1.9% ดังนั้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากนโยบายสหรัฐความผันผวนในตลาดจึงเป็นสิ่งที่ตามมา
ในสัปดาห์นี้มีตัวเลขที่ต้องติดตามคือ ตัวเลข GDP จากจีน รวมถึงตัวเลขการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การผลิตภาคอุตสาหกรรม และการค้าปลีกของจีน ขณะที่ตัวเลขสหรัฐจะมีออกมาประปรายอย่างตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านและผลผลิตภาคอุตสาหกรรม
สำหรับภาวะของหุ้นกู้ในสัปดาห์ที่ผ่านมา หุ้นกู้ในตลาดแรก มีการออกขายหุ้นกู้กลุ่มพลังงาน อันดับเครดิต AA อายุ 7 ปี และ 12 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.65% และ 4.95% จำนวนรวม 4,400 ล้านบาท โดยเสนอขายต่อนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ ขณะที่หุ้นกู้ในตลาดรองที่มีปริมาณซื้อขายกันส่วนใหญ่ อายุประมาณ 10 ปี อันดับเครดิต A ซื้อขายที่ 5.155.20% และกลุ่มอายุ 13 เดือน อันดับความน่าเชื่อถือ AAA อัตราผลตอบแทนที่ซื้อขายปรับตัวลดลง 23 bps อยู่ที่ 2.702.73%
ค่าเงินบาท ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเปิดตลาดที่ระดับ 31.10 โดยปัจจัยหลักยังมาจากปัจจัยต่างประเทศ โดยนักลงทุนจับตารอผลการประชุมจากเฟด ทำให้ช่วงต้นสัปดาห์เงินบาทปรับอ่อนค่าลงมากไปแตะระดับอ่อนค่าสุดรอบสัปดาห์ที่ 31.48 แต่ปรับแข็งค่าขึ้นช่วงปลายสัปดาห์หลังนักลงทุนคลายความกังวล ขณะที่ปัจจัยในประเทศอย่างการประชุมนโยบายการเงินไม่ได้มีผลต่อการซื้อขายในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนนัก เนื่องจากมติการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.5% ถือว่าสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด ณ วันศุกร์ เหรียญสหรัฐ/บาท อยู่ที่ระดับ 31.14
ค่าเงินยูโร เปิดตลาดที่ระดับ 1.2824 เงินยูโร ถูกกดดันให้ต่ำกว่าระดับ 1.3 หลังจากประธานอีซีบี กล่าวว่า จะใช้นโยบายการเงินอย่างผ่อนคลายไปอีก แต่ระยะตั้งแต่สัปดาห์ก่อนหน้า ประกอบกับสถาบันจัดอันดับเครดิต S&P ปรับลดอันดับเครดิตของอิตาลีจากระดับ BBB+ เป็น BBB จากเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางและมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ รายงานการประชุมจากเฟดส่งผลให้นักลงทุนกลับมาถือเงินยูโรอีกครั้ง โดยเงินยูโรดีดขึ้นอย่างรวดเร็ว และพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 1.3201 หลังการเทขายทำกำไรเงินเหรียญสหรัฐ แต่ปรับย่อลงมาเล็กน้อยช่วงปลายสัปดาห์ ณ วันศุกร์ ยูโร/เหรียญสหรัฐ อยู่ที่ระดับ 1.3048
ค่าเงินเยน เปิดตลาดที่ระดับ 101.17 ตลาดจับตามองการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น โดยหลังการประชุมธนาคารกลางมีมติคงการขยายฐานเงินไม่เปลี่ยนแปลงและมีการประกาศประมาณการใหม่ ซึ่งบีโอเจยังคงคาดว่าเงินเฟ้อจะแตะระดับ 1.9% ภายในปี 2558 ถือเป็นสัญญาณในเชิงบวก ขณะที่ปัจจัยหลักต่อการเคลื่อนไหวของเงินเยนยังคงเป็นปัจจัยเรื่องการทำนโยบายการเงินของเฟด หลังจากการรายงานบันทึกการประชุม FOMC ออกมา ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ลงไปต่ำกว่าระดับ 100 โดยแตะระดับต่ำสุดที่ 98.27 ถือว่าเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับสกุลเงินอื่นทั่วโลก ก่อนที่จะรีบาวน์เล็กน้อย ณ วันศุกร์ เหรียญสหรัฐ/เยน อยู่ที่ระดับ 99.31







