
หวั่นการเมืองฉุด1,200จุด
บลจ.ประสานเสียง ครึ่งปีหลังตลาดยังผันผวนหนัก การเมืองไม่นิ่งโอกาสเห็น 1,200 จุด หหวังกำไร บจ.หนุน
บลจ.ประสานเสียง ครึ่งปีหลังตลาดยังผันผวนหนัก การเมืองไม่นิ่งโอกาสเห็น 1,200 จุด หหวังกำไร บจ.หนุน
เมื่อวันที่ 11 ก.ค. โครงการให้เงินทำงานผ่านกองทุน จัดสัมมนาในงานมหกรรม “ชวนคนไทย ใช้กองทุนรวม” โดยมีผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) ร่วมให้มุมมองภาพรวมเศรษฐกิจและทิศทางการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2556
นายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงศรี เปิดเผยว่า มีโอกาสที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะปรับลดไปถึง 1,200-1,250 จุด ในช่วงครึ่งหลังของปี หากมีปัจจัยลบทางการเมืองเข้ามากระทบตลาด นอกเหนือจากปัจจัยจากต่างประเทศที่จะยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องต่อจากไตรมาส 2
“เฉพาะปัจจัยต่างประเทศอย่างเดียวคงจะไม่ทำให้ลงไปลึกถึง 1,200 จุดได้ แต่หากปัจจัยในประเทศไม่สนับสนุน โดยเฉพาะการเมืองที่ต้องจับตาต่อไปว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลในขณะนี้จะทำให้รัฐบาลสามารถบริหารประเทศต่อไปได้หรือไม่” นายประภาส กล่าว
นอกจากนี้ บลจ.กรุงศรียังปรับลดประมาณการดัชนีตลาดหลักทรัพย์ลงจากเดิมประเมินว่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,350-1,850 จุด มาเป็น 1,650-1,700 จุด สำหรับกรอบด้านบนและ 1,200-1,250 จุด สำหรับกรอบด้านล่าง
นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธาน|เจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ กล่าวว่า ในช่วงปลายไตรมาส 3 จนถึงต้นไตรมาส 4 ปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) อาจได้เห็นตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นไปถึง 1,640 จุด อีกครั้ง
“ในระยะสั้นหุ้นไทยน่าจะกลับขึ้นมาได้จากการประกาศผลประกอบการในไตรมาส 3 ซึ่งคาดว่าจะออกมาดี ทั้งบริษัทในตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นสหรัฐ นอกจากนี้ เชื่อว่าเม็ดเงินที่ออกจากตลาดหุ้นและไปพักเงินในตลาดเงินนั้นจะเริ่มกลับเข้ามาลงทุนอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าราคาหุ้นอยู่ในระดับที่เหมาะสม” นายวิน กล่าว
สำหรับหุ้นกลุ่มที่จะกลับมานำตลาดในรอบนี้ ได้แก่ กลุ่มพลังงาน ที่ราคาไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นมานานแล้ว รวมทั้งกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ราคาปรับลดลงมากกว่าครึ่ง โดยที่ปัจจัยพื้นฐานไม่ได้เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะความสามารถในการทำกำไรจึงเข้าลงทุนระยะสั้นได้ รวมทั้งหุ้นกลุ่มปิโตรเคมีและธนาคาร
อย่างไรก็ตาม นายวิน กล่าวว่า ในช่วงเวลา 3 ปีนับจากนี้จะเป็นช่วงที่การลงทุนมีความผันผวนสูงมาก และแม้ว่าภาวะเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวขึ้น แต่การลงทุนในตลาดหุ้นจะไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน จึงแนะนำให้นักลงทุนจัดสรรเงินลงทุนให้ดีและไม่ลงทุนระยะสั้น
“อีก 2-3 ปี นับจากนี้ ตลาดการลงทุนจะน่ากลัวมากและจะไม่มีการปรับขึ้นเพียงอย่างเดียวเหมือนที่ผ่านมาอีกแล้ว และจะยิ่งอันตรายมากขึ้นหากการดำเนินนโยบายทางการเงินของธนาคารสหรัฐในการลดวงเงินคิวอีมีความผิดพลาด” นายวิน กล่าว
นายธนวัฒน์ พานิชเกษม รองกรรมการผู้อำนวยการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุนกลุ่มจัดการลงทุน บลจ.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ในไตรมาส 3 อาจจะเห็นตลาดหุ้นปรับลดลงอีกครั้ง หากนักลงทุนต่างประเทศเกิดความกังวลต่อปัจจัยต่างๆ รวมทั้งหากสถานการณ์ทางการเมืองมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะข่าวที่เป็นผลลบต่อโครงการภาครัฐ
“ในไตรมาส 3 นอกจากจะต้องจับตาการเมืองในประเทศแล้ว ยังเป็นช่วงที่จะมีคำตัดสินกรณีเขาพระวิหาร หากปัจจัยเหล่านี้ทำให้นักลงทุนต่างชาติกังวลก็อาจจะเลือกไปลงทุนในประเทศอื่นที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าไทย” นายธนวัฒน์ กล่าว
ทั้งนี้ นายธนวัฒน์ ประเมินว่า นักลงทุนต่างชาติยังมีเม็ดเงินลงทุนในประเทศไทยอีกประมาณ 3 แสนล้านบาท
“เมื่อปี 2542-2543 ต่างชาติเข้ามาลงทุนประมาณ 1.5 แสนบาท โดยขณะนั้นดัชนีตลาดหลักทรัพย์อยู่ที่ประมาณ 500 จุด ซึ่งคาดว่าเงินจำนวนนี้จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามดัชนีที่เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นยังมีเม็ดเงินในมือนักลงทุนต่างชาติอีกประมาณ 3-4 แสนล้านบาท แม้จะไม่ได้หมายความว่าเขาจะขายออกมาทั้งหมด แต่ก็ไม่อยากให้ประมาท” นายธนวัฒน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ทางการเมืองไม่มีเหตุการณ์เลวร้ายและโครงการต่างๆ ของภาครัฐมีแนวโน้มว่าจะสามารถทำได้จริง แม้จะไม่ทันในปีนี้ แต่จะทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจมีความชัดเจนขึ้น และส่งผลให้ตลาดกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง โดยประเมินดัชนีในสิ้นปีนี้อยู่ที่ 1,500-1,550 จุด
นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.บัวหลวง เปิดเผยว่า การลงทุนในครึ่งปีหลังยังมีความผันผวนอยู่ เนื่องจากเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่สามารถเดินหน้าได้อย่างเต็มที่ จึงทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงไปบ้าง
“โครงการภาครัฐปีนี้คงจะยังไม่มา เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะทำได้เร็วที่สุด คือ การกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว ไม่อย่างนั้นเราไม่เหลือเครื่องยนต์ที่จะทำงานแล้ว” นางวรวรรณ กล่าว
นายอดิเทพ วรรณพฤกษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุน บลจ.อเบอร์ดีน กล่าวว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโลก แต่ต้องจับตามองเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงมากน้อยแค่ไหน
ด้านนางลดาวรรณ เจริญรัชต์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.แอสเซท พลัส เปิดเผยว่า บริษัทฯ เปิดขายกองทุนเปิดแอสเซทพลัสเอไอตราสารหนี้ 2 (ASP-AIF2) ซึ่งเป็นกองทุนรวมที่เสนอขายผู้ลงทุนที่มิใช่รายย่อย (Accredited Investors : AI) เน้นลงทุนในตราสารหนี้ไทยที่ให้ผลตอบแทนสูง (High yield bond) อายุประมาณ 6 เดือน ผลตอบแทนประมาณ 3.5% ต่อปี เสนอขายตั้งแต่วันที่ 17-18 ก.ค.นี้ ลงทุนขั้นต่ำ 5 หมื่นบาท







