
ทางรอด...สหฟาร์มยกเครื่องบริหาร-คุมการเงิน
อาจจะเป็นเรื่องน่าตกใจสำหรับการประกาศปิดกิจการบางส่วนของบริษัท สหฟาร์ม ผู้ผลิตและส่งออกไก่แช่แข็งและไก่แปรรูปรายใหญ่อันดับ 2 ของไทย แต่สำหรับเจ้าหนี้ นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่รับรู้กันภายในอยู่แล้วว่า วันนี้จะต้องมาถึง
อาจจะเป็นเรื่องน่าตกใจสำหรับการประกาศปิดกิจการบางส่วนของบริษัท สหฟาร์ม ผู้ผลิตและส่งออกไก่แช่แข็งและไก่แปรรูปรายใหญ่อันดับ 2 ของไทย แต่สำหรับเจ้าหนี้ นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่รับรู้กันภายในอยู่แล้วว่า วันนี้จะต้องมาถึง
ปัญหาที่สหฟาร์มต้องผจญเกิดมาตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ไข้หวัดนก ที่ทำให้อุตสาหกรรมเลี้ยงไก่และไข่ไก่ได้รับผล
มูลหนี้ของสหฟาร์ม รวมจากพอร์ตเจ้าหนี้ คือ ธนาคารกรุงไทย ธนชาต อิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ไทยพาณิชย์ และกรุงศรีลิสซิ่ง มีไม่ต่ำกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นของธนาคารกรุงไทยถึง 5,000 ล้านบาท
อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ อดีตกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า สหฟาร์มเป็นลูกค้าเก่าแก่ของธนาคาร และมีการปรับโครงสร้างหนี้ให้แล้วหลายครั้ง ตัวธุรกิจพอไปได้ ธนาคารจึงปรับโครงสร้างหนี้และให้เงินกู้ต่อ แต่ในช่วงหลังลูกหนี้มีปัญหาสุขภาพ หลังการปรับโครงสร้างหนี้ฐานะบริษัทก็ดีขึ้น แต่มาแย่ลงในภายหลัง
แต่ทว่า เจ้าหนี้รายอื่นระบุว่า สหฟาร์มมีปัญหาเรื่องการจัดการมาก ระบบการเงินไม่ได้มาตรฐาน มีบริษัทลูกอยู่ถึง 7 บริษัท ที่ทางเจ้าหนี้ไม่เข้าใจว่าจะแยกบริษัทออกมาเพื่ออะไร แต่ทราบมาว่าเป็นเรื่องของครอบครัว ที่ต้องการกระจายธุรกิจออกไปให้ภรรยาและบุตรอย่างเท่าเทียมกัน
นอกจากนี้ เมื่อมีรายได้เข้ามาในบริษัท ก็ไม่ได้เก็บไว้เป็นกระแสเงินสด แต่นำไปซื้อที่ดินเพื่อสร้างโรงงานขยายฟาร์มต่อไปเรื่อยๆ คิดจะเป็นแลนด์ลอร์ด โดยไม่ได้คิดจะปรับประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำลง
“บริษัทเอาเงินหมุนไปเรื่อย พอเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินก็ไม่มีเงินจะใช้ ปัญหาหลายอย่างประกอบกัน เรื่องธุรกิจปีก่อนราคาไก่ตกต่ำ ราคาอาหารไก่ขึ้นราคา ก็ต้องยอมรับเป็นปีที่เขาเหนื่อยมาก แต่ภาวะที่เกิดขึ้นทุกคนก็เหนื่อยเหมือนกันหมด แต่ทำไมบริษัทอื่นยังอยู่รอดได้” แหล่งข่าว เปิดเผย
และเมื่อช่วงต้นปี ทางธนาคารเจ้าหนี้ได้หารือกันเรื่องแผนการปรับโครงสร้างหนี้ของสหฟาร์ม เพราะเห็นภาวะเศรษฐกิจแล้วคิดว่าสหฟาร์มจะมีปัญหาแน่ ทางผู้บริหารแจ้งว่ามีนักลงทุนต่างชาติสนใจจะร่วมทุนด้วย แต่ยังไม่ได้มีการเจรจาอย่างจริงจัง
“ขณะนี้ถึงเวลาแล้วที่จะต้องปรับปรุงกิจการของสหฟาร์มเสียที ก่อนหน้านี้เจ้าหนี้แนะนำแล้ว บอกแล้ว แต่ทางครอบครัวลูกหนี้ไม่เห็นปัญหา วันนี้เกิดปัญหาแล้ว ถ้าไม่ร่วมมือกันแก้ไข สุดท้ายจะไม่มีใครเหลืออะไรเลย” แหล่งข่าว ระบุ
ดังนั้น ในการประชุมเจ้าหนี้ ที่ประชุมล่าสุดได้ข้อสรุปว่า บริษัทจะต้องเพิ่มทุน โดยสามารถทำได้โดยผู้ถือหุ้นเดิมเพิ่มทุน หรือเพิ่มทุนโดยมีผู้ถือหุ้นกลุ่มใหม่เข้ามา จากนั้นจะต้องปรับโครงสร้างการบริหารจัดการ และวางระบบการเงินและบัญชีของบริษัทใหม่ทั้งหมด
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า สำหรับข้อเสนอของสหฟาร์ม ได้ยื่นขอเงินสภาพคล่องเพิ่ม 2,100 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนได้อีก 18 เดือน ซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ยังไม่มีข้อสรุปเรื่องนี้ว่าจะมีการร่วมกันปล่อยกู้หรือไม่ เพราะจากการรายงานกระแสเงินล่าสุดของสหฟาร์มพบว่ามีรายได้ประมาณสัปดาห์ละ 4 ล้านบาท หรือเดือนละ 16 ล้านบาท
นอกจากนี้ สถาบันการเงินเจ้าหนี้ต้องการเห็นการแก้ปัญหาของสหฟาร์มก่อน เพราะคาดว่าทางสหฟาร์มน่าจะไม่มีเม็ดเงินเข้ามาเติมทุนใหม่ ดังนั้นทางออกของสหฟาร์มคือต้องหาผู้ร่วมทุนรายใหม่ที่มีความน่าเชื่อถือเข้ามาช่วยกอบกู้สถานการณ์ เพราะขณะนี้ทางซัพพลายเออร์ที่ส่งอาหารสัตว์และวัตถุดิบที่ยังถูกค้างเงินอยู่ต่างก็พากันไม่กล้าส่งสินค้าให้สหฟาร์มเช่นกัน
กลุ่มเจ้าหนี้ของสหฟาร์มเตรียมที่จะเจรจากับผู้ถือหุ้นของบริษัทอีกครั้งในเร็วๆ นี้ ถึงแผนการณ์ดังกล่าว ไม่สามารถยืดเวลาออกไปได้อีกแล้ว เพราะหากสหฟาร์มมีฐานะแย่ลงกว่านี้ หนี้จำนวนนี้จะตกชั้นไปอยู่ในกลุ่มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ทันที และจะเป็นภาระของเจ้าหนี้ทั้งหมดที่จะต้องสำรองหนี้เสียเต็ม 100%







