
ดันโรงสีใช้เทคโนโลยี
ผลิตแบรนด์ข้าวถุงของตัวเองเจาะตลาดในประเทศหลังส่งออกฟุบ
ผลิตแบรนด์ข้าวถุงของตัวเองเจาะตลาดในประเทศหลังส่งออกฟุบ
ผู้ประกอบการโรงสีแนะใช้เทคโนโลยีในกระบวนการผลิตมากขึ้น สร้างแบรนด์บุกตลาดข้าวถุงในประเทศ
นายมานัส กิจประเสริฐ นายกสมาคมโรงสีข้าวและเจ้าของโรงสีกิจประเสริฐ กล่าวถึงแนวโน้มธุรกิจโรงสีข้าวไทยเมื่อมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) ว่า หลังรัฐบาลดำเนินโครงการรับจำนำข้าว ทำให้เอกชนมองภาพอนาคตไม่ชัดเจนนัก เนื่องจากมีนโยบายของรัฐเป็นข้อจำกัด แต่สิ่งที่เห็นชัดเจนคือ หากต้องการอยู่รอด โรงสีต้องนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อให้ได้ข้าวคุณภาพ ปริมาณความสูญเสียลดลง เพื่อแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน
ขณะเดียวกัน มีแนวโน้มว่าผู้ประกอบการโรงสีข้าวรุ่นใหม่ จะปรับตัวหันมาผลิตข้าวถุงในแบรนด์ของตัวเองมากขึ้น ส่วนใหญ่เน้นทำการตลาดภายในประเทศ หลังจากส่งออกข้าวไทยได้น้อยลง เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่าและลาว ซึ่งมีต้นทุนการผลิตเพียง 7,000-8,000 บาทต่อตัน ขณะที่ไทยรับจำนำตันละ 1.5 หมื่นบาท
“โรงสีที่ไม่ได้อยู่ในโครงการรับจำนำข้าวจะอยู่ลำบากหากไม่ปรับตัว ส่วนโรงสีรายเล็กที่ไม่พร้อมด้านเงินทุนก็คงต้องทยอยปิดตัวลง เพราะรับสภาพไม่ไหว” นายมานัส กล่าว
นอกจากนี้ นายมานัสกล่าวถึงแนวคิดตั้งเขตการค้าข้าวพิเศษ (ไรซ์เทรดโซน) ของรัฐบาล ว่า เป็นแนวคิดที่ดี เพราะหากดำเนินการได้จริงก็จะทำให้เมื่อเปิดเสรีอาเซียน ไทยสามารถใช้แหล่งวัตถุดิบข้าวจากพม่า กัมพูชา และลาว ที่มีต้นทุนถูกกว่า เพื่อนำมาผ่านกระบวนการผลิต ก่อนส่งออกต่อไป ทำให้สามารถผลิตข้าวที่มีราคาถูกลง แต่ยังมีคุณภาพดีเหมือนเดิม ซึ่งจะช่วยให้ส่งออกเพื่อแข่งขันกับข้าวของเวียดนามและอินเดียได้ เนื่องจากหากราคาข้าวไทยสูงกว่าราคาตลาดไม่เกิน 50 เหรียญสหรัฐต่อตัน ลูกค้ายังยอมรับราคาได้
อย่างไรก็ตาม คิดว่าแนวคิดดังกล่าวคงกลายเป็นรูปธรรมได้ยาก เพราะเชื่อว่าแต่ละประเทศจะต้องกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อปกป้องตนเอง







