posttoday
เปิดการบ้านครูราชภัฏยกเครื่องการสอน

เปิดการบ้านครูราชภัฏยกเครื่องการสอน

10 กรกฎาคม 2556

การปฏิรูปการศึกษาดำเนินมาหลายปี แต่ผลสัมฤทธิ์ของเด็กไทยกลับยังน่าเป็นห่วง หลายภาคส่วนฟันธงตรงกันว่า

โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร

การปฏิรูปการศึกษาดำเนินมาหลายปี แต่ผลสัมฤทธิ์ของเด็กไทยกลับยังน่าเป็นห่วง หลายภาคส่วนฟันธงตรงกันว่า ถึงเวลาที่ครูต้องเร่งปรับเปลี่ยนวิธีสอน โดยเฉพาะเมื่อประชาคมอาเซียนใกล้เข้ามา ไม่เช่นนั้นเด็กไทยอาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดโครงการเตรียมพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน ภายใต้แนวคิด Train the trainer เพื่ออบรมครูผู้สอนให้ไปถ่ายทอดสู่นักเรียนนักศึกษาต่อไป ซึ่งล่าสุดจัดเป็นปีที่ 2 ติวเข้มอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏ 40 แห่งทั่วประเทศ

อรรถยุทธ์ ศรีสมุทร อธิบดีกรมอาเซียน บอกว่า ครูเป็นผู้ขับเคลื่อนการศึกษา และมหาวิทยาลัยราชภัฏดูแลการศึกษาในท้องถิ่น รับผิดชอบโรงเรียนในพื้นที่จำนวนมาก และผลิตครูรุ่นใหม่ๆ จึงต้องให้ข้อมูลครูราชภัฏเพื่อเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น

สิ่งสำคัญคือ ต้องปรับกระบวนทัศน์ของครู เพื่อถ่ายทอดสู่นักศึกษาให้มีกรอบความคิดที่กว้างขึ้น ไม่ใช่คิดแต่ในประเทศ ยังต้องมองถึงการเรียนและทำงานในต่างประเทศด้วย ไม่เช่นนั้นจะแข่งขันกับใครไม่ได้ ซึ่งเรื่องภาษามีความสำคัญมาก ไม่ใช่แค่ภาษาอังกฤษ แต่รวมถึงภาษาจีน ภาษาเพื่อนบ้าน ขึ้นอยู่กับท้องถิ่นนั้นๆ ว่าอยู่ใกล้ประเทศไหน รวมทั้งต้องสนใจวัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น เพราะต้องมีปฏิสัมพันธ์กันมากกว่าแต่ก่อน ซึ่งที่ผ่านมาคนไทยไม่สนใจบ้านใกล้เรือนเคียงเท่าไร

“ครูต้องหาวิธีทำให้นักศึกษาคิดเชิงสร้างสรรค์ เพราะโลกใบนี้ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม การเรียนการสอนจึงต้องปรับรูปแบบใหม่ๆ ใช้เทคโนโลยี การ์ตูน เพื่อให้เด็กสนใจและขวนขวายมากขึ้น เปิดเวทีให้ครูที่มีโอกาสไปดูงานต่างประเทศมาแชร์ประสบการณ์ อย่างญี่ปุ่น สแกนดิเนเวีย ครูไม่ได้เข้ามาสอนตามตำรา แต่ให้เด็กค้นคว้าร่วมกัน เพื่อพัฒนาความคิดของเด็ก”

พงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี มองว่า การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนไม่ใช่เกิดเฉพาะในปี 2558 ยังต้องดำเนินการต่ออีกหลังจากนั้น ซึ่งครูต้องมีส่วนเตรียมพร้อมเด็กรุ่นใหม่ให้ปรับทัศนคติและสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสที่เปิดกว้างขึ้น

อย่างไรก็ตาม เด็กไทยยังไม่มีลักษณะกล้าที่จะเสี่ยง (Risk Taker) ในบางเรื่อง ต่างจากคนตะวันตก ขณะที่เอสเอ็มอีไทยก็ยังเน้นทำธุรกิจในประเทศ ซึ่งต้องกระตุ้นให้ธุรกิจไทยออกไปนอกบ้านมากขึ้น และต้องมีความพร้อมด้วย นับจากนี้ไปครูต้องมีบทบาทมากขึ้น ไม่ใช่แค่สอนเด็ก แต่ยังรวมถึงเปิดเวทีให้ภาคธุรกิจได้ปรับตัวทั้งเชิงรับและรุก

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องภาษาอังกฤษที่มีความสำคัญในฐานะภาษากลางในการติดต่อสื่อสาร ซึ่งไทยยังล้าหลังประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ขณะที่ระบบการสอนของไทยเน้นการอ่านและการเขียนมาก ผิดกับประเทศอื่นๆ ที่เน้นการพูดและการฟัง ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในการสื่อสาร ไทยจึงต้องปรับการสอนใหม่ ทุกวันนี้การเรียนรู้ภาษาอังกฤษไม่ได้ทำให้มีแต้มต่อ เพราะกลายเป็นพื้นฐานที่ทุกคนต้องรู้ และต้องรู้ภาษาที่ 3 ด้วย

นอกจากนี้ ครูราชภัฏควรคัดเลือกเนื้อหาเกี่ยวกับอาเซียนให้เด็ก เพราะการเอาความรู้ยัดใส่ให้เด็กมากเกินไปไม่เกิดประโยชน์ ปัจจุบันเด็กไทยเรียนมากอยู่แล้ว ควรเลือกว่าเด็กแต่ละระดับน่าจะรู้เรื่องอะไร และแต่ละพื้นที่อาจแตกต่างกัน เช่น เด็กใน จ.กาญจนบุรี จำเป็นต้องรู้เรื่องพม่ามากกว่ามาเลเซีย

ด้าน ชลธร ดำรงศักดิ์ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาความเป็นเลิศและความยั่งยืน บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย เล่าว่า ภาคธุรกิจใช้เวลาในการพัฒนาและฟูมฟักนักศึกษาที่เรียนจบต่อไปอีก 10-15 ปี กว่าจะมีทักษะเข้ากับธุรกิจจริงๆ ซึ่งเรื่องความรู้ไม่มีปัญหา แต่เด็กไทยขาดมิติทางความคิด ซึ่งไม่มีการสอนจากตำรา จึงต้องทำให้เห็นหรือพาไปให้เห็นสิ่งที่คนอื่นทำ ดังนั้น วิธีที่ได้ผลสถาบันการศึกษาน่าจะเน้นภาคปฏิบัติ 70% ส่วนเรียนในห้องแค่ 30% และควรเน้นกรณีศึกษา (Case Study) เพื่อให้นักศึกษาเกิดไอเดียใหม่ๆ

นอกจากนี้ ยังต้องปลูกฝังแนวคิดเด็กไม่ให้ทำธุรกิจแบบเอารัดเอาเปรียบ คิดแต่จะได้ ไม่ยอมเสีย แต่ควรให้ความสำคัญกับการแสวงหาประโยชน์ร่วมกัน (วินวิน) เพราะไม่มีใครที่เต็มใจถูกเอาเปรียบ และจะทำให้การทำธุรกิจเป็นไปอย่างหวาดระแวง ไม่ส่งผลดีต่อบริษัทและประเทศ

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69