
รายเล็กสู้ศึกอสังหาฯ "ต้องแตกต่างอย่างมีสไตล์"
ในสายตาของผู้ประกอบการรายใหญ่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มักจะมองว่าปัจจุบันผู้ประกอบการรายเล็กจะอยู่ในธุรกิจได้ยากเต็มที
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
ในสายตาของผู้ประกอบการรายใหญ่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มักจะมองว่าปัจจุบันผู้ประกอบการรายเล็กจะอยู่ในธุรกิจได้ยากเต็มที เพราะรายใหญ่สามารถกินตลาดรวบได้ทุกเซ็กเมนต์ ไม่ว่าจะเป็นตลาดล่าง กลาง และบน อีกทั้งสภาพคล่องทางการเงินมีมากกว่า แต่หากสายป่านสั้นการเข้ามาสู่วงการนี้อาจจะสั้นตามไปด้วยเนื่องจากธุรกิจนี้ต้องอาศัยเม็ดเงินลงทุนค่อนข้างมาก
จุดนี้เองที่ทำให้ สมภพ วาณิชเสนี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิ เออเบิ้ล พร็อพเพอร์ตี้ ต้องสร้างความแตกต่างเพื่อให้อยู่รอดได้ในภาวะที่การแข่งขันรุนแรง ซึ่งสมภพย้ำว่าตัวเองไม่ใช่หน้าใหม่ในวงการอสังหาริมทรัพย์ มีประสบการณ์ในการเข้าไปถือหุ้นในวังทองกรุ๊ป เมื่อ 8 ปีก่อน โดยเข้าถือหุ้นเพื่อพัฒนาเป็นรายโครงการไป
จากนั้นมีโอกาสได้เข้าไปร่วมพัฒนาโครงการไทยลองสเตย์ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ต้องการให้ชาวต่างชาติเข้ามาพักอาศัยในเมืองไทยในระยะยาว จึงทำให้เริ่มเข้ามาสู่วงการพัฒนาอสังหาอย่างเต็มตัวที่เริ่มพัฒนาเองเมื่อ 6 ปีก่อน เริ่มจากการพัฒนาคอนโดมิเนียม ดิ เออเบิ้ล พัทยาโครงการเออเบิ้ล สวีท ต่อด้วยโครงการเอสพี ทาวน์โฮม และโครงการดิ แกลเลอรี่ คอนโดมิเนียม
ทุกโครงการที่เปิดขายนั้นขายได้ดีหมด เนื่องจากจับกลุ่มลูกค้าต่างชาติเกือบ 70% ไม่ว่าจะเป็นชาวสแกนดิเนเวีย อังกฤษ สหรัฐ ฝรั่งเศส และมีการบอกต่อให้มาซื้อโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง แม้ว่ากลุ่มลูกค้าต่างชาติจะประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ลูกค้าเหล่านี้ทิ้งดาวน์เพียง 5% ต่อจากนั้นก็เดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่ 66 คอนโดมิเนียม พัทยาเหนือ เป็นต้น
“เราพยายามคิดรูปแบบโครงการที่แตกต่าง เน้นไปที่สไตล์โมเดิร์นประกอบกับเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่ดี พยายามหาสิ่งที่แตกต่างจากโครงการอื่นๆ โดยแนวคิดในการนำเสนอโครงการนั้นต้องแตกต่าง เช่น การทำสำนักงานและห้องตัวอย่างแตกต่าง ซึ่งเกือบทุกโครงการมีการลงทุนกับห้องตัวอย่างไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท” สมภพ กล่าว
นอกจากนี้ ในทุกโครงการที่พัฒนาจะกันยูนิตเหลือไว้จำนวน 56 ยูนิต เพื่อไว้อยู่อาศัยเอง รวมไปถึงให้กลุ่มญาติอยู่อาศัยเพื่อจะได้รู้ถึงความต้องการของผู้อยู่อาศัย เพราะจะได้เข้าไปนั่งเป็นกรรมการในนิติบุคคลอาคารชุดแต่ละแห่ง ซึ่งลูกค้าชาวต่างชาติให้ความสำคัญอย่างมากในการบริหารโครงการหลังการขาย
อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสแรกของปีนี้บริษัทได้เริ่มเข้ามาในกรุงเทพฯ โดยได้เปิดตัวโครงการเดอะ แกลเลอรี่ แบริ่ง ซอยแบริ่ง 6 สุขุมวิท 107 มูลค่าโครงการ 900 ล้านบาท เจาะลูกค้าและทำตลาดหลักเฉพาะในพื้นที่เป็นหลัก
สำหรับน้ำหนักในการพัฒนาโครงการนั้น บริษัทยังคงเน้นตลาดพัทยา 60% กรุงเทพฯ 40% โดยโครงการที่พัทยานั้นจะต้องสำรวจความต้องการของลูกค้าให้ดี โดยเฉพาะคอนโดระดับราคา 1 ล้านบาทต้นๆ มีอุปทานออกมาจำนวนมาก แต่ราคาเฉลี่ย 1 แสนบาทต่อ ตร.ม. หรือราคาขาย 2 ล้านบาทปลายๆ กับห้องขนาดเฉลี่ย 30 ตร.ม. ยังมีความต้องการอยู่ ประกอบกับตลาดให้เช่าในพัทยานั้นผลตอบแทนที่ได้ยังดีอยู่
สมภพ ย้ำว่า จุดแข็งของผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็ก คือทีมผู้บริหารที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาโครงการได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็เลือกใช้สถาบันการเงินที่เข้าใจบริษัทขนาดเล็ก อย่างเช่น ธนาคารเกียรตินาคิน ที่มีโปรแกรมที่เหมาะกับผู้ประกอบการรายเล็ก เช่น การจัดซื้อวัสดุก่อสร้างและเจรจาหาผู้รับเหมาก่อสร้างให้
แต่ที่สำคัญผู้ประกอบการรายเล็กต้องปรับตัวหากลุ่มลูกค้าเฉพาะ จึงจะสามารถแข่งขันได้ท่ามกลางตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว







