
ตปท.ทิ้งหุ้นเข้าบอนด์ พักเงินชั่วคราวรอการเมืองชัด
ตลาดหลักทรัพย์ ยอมรับต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย ส่วนหนึ่งขนเงินออกนอกประเทศ อีกส่วนพักในตลาดตราสารหนี้
ตลาดหลักทรัพย์ ยอมรับต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย ส่วนหนึ่งขนเงินออกนอกประเทศ อีกส่วนพักในตลาดตราสารหนี้
นายยรรยง ไทยเจริญ ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน เปิดเผยว่า นักลงทุนต่างชาติเริ่มขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย ตั้งแต่วันที่ 8 เม.ย.ที่ผ่านมา หลังจากเกิดความขัดแย้งรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้น
ประเมินว่า ต่างชาติที่ขายหุ้นนำเงินส่วนหนึ่งออกนอกประเทศไปแล้ว ดูได้จากค่าเงินบาทอ่อน และส่วนหนึ่งนำไปพักในตลาดตราสารหนี้ เพราะพบว่าอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ (Yield Curve) ปรับตัวลดลง โดยนักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ซื้อสุทธิในพันธบัตรรัฐบาล
หากการเมืองยืดเยื้อคาดว่าจะส่งผลกระทบทางด้านลบต่อตลาดหุ้นต่อ เพราะขณะนี้ตลาดหุ้นต่างประเทศได้ปรับตัวลดลงหลังจากโกลด์แมน แซคส์ ถูกสำนักงาน ก.ล.ต. ของสหรัฐเข้าตรวจสอบ
ประเมินกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ยังเติบโตอยู่ แต่ในบางกลุ่มธุรกิจได้รับผลกระทบ เช่น ท่องเที่ยวและกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคในประเทศ เช่น รถยนต์หรือบ้าน เพราะขึ้นอยู่กับความมั่นใจของผู้บริโภคด้วย
สำหรับภาพรวมการซื้อขายของตลาดหุ้นไทยไตรมาสแรก ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.28% จากสิ้นปี 2552 สูงเป็นอันดับ 2 เมื่อเทียบกับตลาดอื่นในภูมิภาค และมูลค่าตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) อยู่ที่ 6.3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.79% จากสิ้นไตรมาส 4 ที่ผ่านมา โดยมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่ 19,586 ล้านบาท ลดลง 4.98% จากไตรมาสก่อนหน้า สูงกว่าเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2552
นายณัฐพล ชวลิตชีวิน กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาตินำเงินออกจากตลาดหุ้นไทยมาพักชั่วคราวในตลาดตราสารหนี้ ตั้งแต่ช่วงปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เห็นได้จากมูลค่าการซื้อขายตราสารหนี้ของต่างชาติจากระดับ 5,000-6,000 ล้านบาทต่อสัปดาห์ ในช่วงก่อนหน้า เพิ่มขึ้นเท่าตัวมาเป็นประมาณ 1.4–1.8 หมื่นล้านบาทต่อสัปดาห์
“มองในแง่ของเม็ดเงินแล้ว อาจเป็นตัวเลขไม่มากนัก แต่หากมองในแง่ของสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นเกือบ 100% หรือเท่าตัว ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ สะท้อนว่า ต่างชาติระมัดระวังการลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น”
การเคลื่อนย้ายเม็ดเงินลงทุน น่าจะเป็นการนำเงินออกจากตลาดหุ้นไทยมาพักไว้ชั่วคราวเท่านั้น เพื่ออาจจะรอดูสถานการณ์ต่างๆ ให้ชัดเจนมากขึ้น
นายณัฐพล กล่าวว่า แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ จะมีแรงกดดันเพิ่มมากขึ้น แต่สำหรับตลาดบอนด์แล้ว ยังไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง จะมีที่อาจได้รับผลกระทบ น่าจะเป็นในส่วนของบอนด์ที่ออกเป็นเงินตราต่างประเทศเท่านั้น แต่ในส่วนที่ออกเป็นเงินบาทไม่น่าห่วง
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) |ซีแอลเอสเอ (ประเทศไทย) ระบุว่า แม้ว่า ตลาดหุ้นไทยจะถือว่าถูกเมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ แต่เชื่อว่ายังไม่ถึงกับเรียกว่า ราคาถูกแบบ “สินทรัพย์ที่มีปัญหา” และจากนี้ไปความเสี่ยงที่ตลาดจะปรับลดลงมีสูงเพราะยังมองไม่เห็นทางออก
ทั้งนี้ หากจะซื้อหุ้นกลุ่มธนาคารโดยพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานจะต้องมีราคาต่อมูลค่าทางบัญชีเหลือ 1 เท่า หรือลดลงอีก 20% จากระดับปัจจุบัน
“เราอาจจะเห็นหุ้นไทยตกลงอย่างรุนแรงอีกครั้งในวันที่ 20 เม.ย. และอาจจะทำให้ดัชนีลดลงไปจนถึงระดับที่น่าสนใจที่ 650 จุด หากเราเห็นการแก้วิกฤต ความเห็นนี้จะพลิกกลับในทันที ดังนั้นนักลงทุนระยะยาวจึงไม่จำเป็นต้องใส่ใจความเสี่ยงข้อนี้” บล.ซีแอลเอสเอ ระบุ







