
จัดสรรคลื่นความถี่ที่ถูกเรียกคืน
ตามแผนแม่บทคลื่นความถี่ ยุทธศาสตร์ข้อ 5.2 ด้านการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่และการอนุญาตให้ประกอบกิจการ มีการกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จของการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่และการประกอบกิจการที่สำคัญประการหนึ่ง คือ พิจารณาว่ามีการจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อให้การอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมเพิ่มขึ้นหรือไม่ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะสำเร็จได้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องนำเอากระบวนการในการเรียกคืนคลื่นความถี่มาใช้อย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ แล้วจึงนำคลื่นความถี่ที่เรียกกลับคืนมานั้นไปทำการจัดสรรแก่ผู้ให้บริการ โดยวิธีการประมูลตามที่พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ได้กำหนดไว้
ตามแผนแม่บทคลื่นความถี่ ยุทธศาสตร์ข้อ 5.2 ด้านการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่และการอนุญาตให้ประกอบกิจการ มีการกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จของการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่และการประกอบกิจการที่สำคัญประการหนึ่ง คือ พิจารณาว่ามีการจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อให้การอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมเพิ่มขึ้นหรือไม่ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะสำเร็จได้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องนำเอากระบวนการในการเรียกคืนคลื่นความถี่มาใช้อย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ แล้วจึงนำคลื่นความถี่ที่เรียกกลับคืนมานั้นไปทำการจัดสรรแก่ผู้ให้บริการ โดยวิธีการประมูลตามที่พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ได้กำหนดไว้
ในระยะเวลาอันใกล้นี้ มีคลื่นความถี่ที่เคยอยู่ในความครอบครองของหน่วยงานด้านโทรคมนาคมของรัฐกำลังจะหมดอายุสัญญาสัมปทาน ที่หน่วยงานของรัฐที่ได้ทำไว้กับบริษัทเอกชนที่ให้บริการด้านโทรคมนาคม โดยเริ่มตั้งแต่คลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ที่บริษัท กสท โทรคมนาคม หรือ กสท ทำสัญญาสัมปทานไว้กับบริษัทผู้ให้บริการรายหนึ่ง กำลังจะหมดสัญญาในเดือน ก.ย. 2556 คลื่นความถี่ย่าน 900 MHz ของบริษัท ทีโอที กำลังจะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในปี 2558 และคลื่นความถี่ย่าน 850 MHz ของ กสท ซึ่งจะหมดสัญญาสัมปทานในปี 2561
หากพิจารณาดูจากระยะเวลาที่เหลือของสัญญาสัมปทานในแต่ละคลื่นความถี่ข้างต้น จะเห็นว่ามีระยะเวลาตามสัญญาเหลืออีกอย่างมากไม่เกิน 5 ปีนับจากปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นระยะเวลาที่ไม่นานนัก อีกทั้งกำหนดการสิ้นสุดสัญญาสัมปทานของแต่ละคลื่นความถี่อยู่ใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ของ กสท และคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz ของทีโอทีนั้น มีระยะเวลาการสิ้นสุดสัญญาห่างกันเพียง 2 ปี ทำให้คาดหมายได้ว่าคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) คงต้องนำเอาคลื่นความถี่ที่สิ้นสุดระยะเวลาตามสัญญาสัมปทาน และทำ การเรียกคืนจากหน่วยงานที่ครอบครองอยู่เดิมแล้วมาทำการจัดสรรโดยวิธีการประมูลอีก 2 ครั้ง หลังจากสัมปทานแต่ละคลื่นความถี่สิ้นสุดลง
การประมูลคลื่นความถี่ย่าน 2.1 GHz ซึ่งดำเนินการโดยคณะกรรมการ กสทช. เมื่อเดือน ต.ค. 2555 ที่ผ่านมา มีการใช้งบประมาณเพื่อดำเนินการประมูลตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมการประชาสัมพันธ์ ตลอดจนค่าใช้จ่ายในวันจัดประมูลเป็นจำนวนสูงถึง 40 ล้านบาท หากต้องการประมูลคลื่นความถี่อีก 3 ครั้ง ทำให้ต้องใช้เงินประมาณ 120 ล้านบาทในการจัดประมูล ซึ่งอาจเนื่องมาจากเป็นการจัดประมูลครั้งแรกของระบบการออกใบอนุญาต แต่ในการจัดประมูลคลื่นความถี่ครั้งต่อๆไปในอนาคตก็มีแนวโน้มที่จะมีการใช้งบประมาณในการจัดประมูลเพิ่มสูงขึ้น หากคณะกรรมการ กสทช. สามารถจัดประมูลคลื่นความถี่ที่สิ้นสุดระยะเวลาตามสัญญาสัมปทานใกล้เคียงกันไปในคราวเดียวกันได้ ก็จะทำให้เป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายจากงบประมาณแผ่นดินที่นำมาใช้ในการจัดประมูลคลื่นความถี่ไปได้ไม่น้อยกว่า 80 ล้านบาท เช่น เมื่อคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ของ กสท สิ้นสุดระยะเวลาตามสัญญาลงในเดือน ก.ย. 2556 โดยทั่วไปการจัดประมูลคลื่นความถี่ของ กสทช. จะเริ่มต้นได้ก็ต้องใช้ระยะเวลาเตรียมการไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือ 1 ปี 6 เดือน ซึ่งใกล้เคียงกับระยะเวลาที่คลื่นความถี่ย่าน 900 MHz ของทีโอทีกำลังจะหมดสัญญาลงในปี 2558 และหลังจากนั้นอีก 3 ปี หรือ พ.ศ. 2561 คลื่นความถี่ย่าน 850 MHz ของ กสท ก็จะสิ้นสุดระยะเวลาตามสัญญาเช่นกัน หาก กสทช. อนุญาตให้คู่สัญญาสัมปทานกับหน่วยงานของรัฐ หรือบริษัทผู้ให้บริการรายเดิม สามารถใช้คลื่นความถี่เดิมที่หมดอายุต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง และกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสม ซึ่งอาจจะเป็นช่วงก่อนที่สัญญาสัมปทานของคลื่นความถี่สุดท้ายจะสิ้นสุดลง เพื่อนำเอาคลื่นความถี่ที่กำลังจะหมดอายุสัญญาทั้งหมดมาประมูลในคราวเดียวกันได้ ก็จะทำให้การประมูลคลื่นความถี่เกิดขึ้นมีประสิทธิภาพสูงสุด และเป็นการช่วยประหยัดงบประมาณของ กสทช. ซึ่งมาจากงบประมาณแผ่นดินและภาษีของประชาชนทั้งประเทศอีกด้วย







