posttoday
"ความยากของการซื้อของถูก"ต้องรวยแบบไม่ค่อยสบายใจ

"ความยากของการซื้อของถูก"ต้องรวยแบบไม่ค่อยสบายใจ

02 กรกฎาคม 2556

โดย...ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)

โดย...ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)

“การลงทุนที่ประสบความสำเร็จต้องคิดต่าง คนส่วนน้อยเท่านั้นแหละที่ประสบความสำเร็จจากการลงทุน” คำพูดนี้ ผมเชื่อว่าใครๆ ก็เข้าใจ ก็มันรู้อยู่แล้วแหละว่า ตลาดหุ้นคนกว่า 80% เจ๊ง ดังนั้น คนส่วนน้อยเท่านั้นแหละที่จะอยู่รอด
แต่คุณรู้ไหมว่า สิ่งที่พูดนั้นทุกคนเข้าใจ แต่พอมาทำจริงดันทำตรงข้าม ผลสุดท้ายตัวเองก็เลยกลายเป็นอยู่ในกลุ่มของคนส่วนใหญ่ที่เจ๊ง

ในความเป็นจริง กลไกของตลาดหุ้นมันง่ายมาก คือ มันวางอยู่บนภาพสะท้อนหรือวางเป็นกระจกส่องตัวเราเอง ลองนึกถึงกระจกจะทราบว่าเวลาส่องมันให้ภาพกลับด้าน เหมือนกัน ตลาดหุ้นก็เช่นกัน เวลาคนส่วนใหญ่ซื้อ ภาพคือตลาดหุ้นจะขึ้น แต่ในทางความหมายก็คือ “หุ้นมันจะแพง” คำถามง่ายๆ ก็คือ แล้วเราในฐานะนักลงทุน เราเข้าใจความหมายของการขึ้นลงเพียงใด

ลองคิดดูว่า เวลาข่าวดีทุกคนก็จะรู้สึกดีและอยากซื้อหุ้น ซึ่งมันก็คือช่วงที่หุ้นมีราคาแพง ส่วนเวลาที่มีข่าวร้ายหรือมีวิกฤตเกิดขึ้นคนก็จะรู้สึกกลัว แล้วก็ขายหุ้นออกมาพร้อมๆ กัน ส่งผลให้ราคาหุ้นมันดิ่งลง

ใช่!! ทุกอย่างที่พูดมาฟังแล้ว Simple ง่ายมาก ทุกคนเข้าใจหมด แต่เชื่อผมเถอะ เวลาที่เกิดจริงๆ “นักลงทุน” ส่วนใหญ่วิ่งไปคนละทาง

เอาล่ะ พูดมาซะยาว เพื่อที่จะชี้ประเด็นของการทำกำไรในตลาดหุ้น ซึ่งหลักการก็คือซื้อให้มันถูกและขายให้มันแพงกว่าที่ซื้อ ใครทำได้แบบนี้ก็เชื่อได้ว่ากำไรแน่นอน

โจทย์แรกก็คือ รอให้ตลาดเกิดวิกฤต จริงๆ ถ้าใครลงทุนอยู่จะรู้เลยว่าแค่โจทย์แรกคนส่วนใหญ่ก็ไม่ผ่านแล้ว เพราะโดยมากคนที่เข้ามาสู่ตลาดจะไม่มีการรีรอ เขาจะกระโจนเข้าซื้อหุ้นทันที และที่น่าสนใจกว่านั้นเราแทบจะฟันธงได้เลยว่า หุ้นแรกที่เขาเลือกซื้อคงหนีไม่พ้นหุ้นปั่น เพราะแน่นอน “มือใหม่” ย่อมเลือกโจทย์ก็คือ “ต้องการรวยเร็วในเวลาอันสั้น” ตลกมาก เพราะใครก็ตามที่ตั้งโจทย์อยากรวยเร็ว จะโดนดูดให้เข้าไปซื้อหุ้นปั่น เพราะหุ้นปั่นมันขึ้นเร็ว แต่หารู้ไม่ว่าอะไรที่ขึ้นมาเร็ว เวลาลงก็จะลงเร็วพอๆ กัน ลองตั้งคำถามง่ายๆ ว่า “หุ้นปั่นหรือหุ้นที่ขึ้นมามากๆ” มันควรมีข่าวดีหรือข่าวร้าย– ก็แน่นอน การที่หุ้นอะไรก็ตามจะขึ้นมาได้ย่อมต้องมีคนซื้อ และการที่คนจะซื้อ คนซื้อก็ย่อมต้องแน่ใจว่าซื้อแล้วควรขึ้น จึงไม่แปลกเลยที่คนส่วนใหญ่จะเข้าซื้อหุ้นตอนแพงหรือตอนที่มีข่าวดีมาก จากนั้นพอตลาดปรับฐาน ก็เลยขายของที่ซื้อมาแพงในช่วงที่มันถูก (ซื้อแพง ขายถูก ซะงั้น) สรุป โจทย์แรก คือเลิกทำตามใจตัวเองแล้วเอาเหตุผลเป็นที่ตั้ง จากนั้นก็หาโอกาสจากวิกฤต เพราะเมื่อใดก็ตามที่คนขายมาก นั่นแปลว่าต้องมีวิกฤตอะไรสักอย่าง สิ่งที่ต้องทำอย่างแรกก็คือรอวิกฤต และจากนั้นก็หาโอกาสจากวิกฤตนั้นๆ แหละ

โจทย์สอง ก็ย้อนไปดูโจทย์แรก “ถ้าอยากรวยก็คิดให้แตกต่าง” คิดให้ออกก่อนว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนั้นๆ ขึ้นมา คนส่วนใหญ่จะทำอะไรอยู่ และก็สรุปได้ง่ายๆ เลยว่า ไม่ว่าคนส่วนใหญ่จะทำอะไร เราควรระวังและไม่แห่ทำตาม
อีกเคล็ดลับของการซื้อของถูก คือ “เวลาซื้อหุ้นได้ในราคาถูกเราจะไม่ค่อยสบายใจ” ลองนึกง่ายๆ นะว่า ไอ้เรื่องความสบายใจมันแปลกมากๆ ก็พวกนี้ซื้อแล้วสบายใจนี่แหละที่ซวยบ่อยๆ”

ดังนั้น ถ้าการแก้ปัญหาโดยสังเกตจากตัวเรา ลองนึกซิครับว่า “ถ้าเวลาใดก็ตามที่เราทำอะไรในตลาดหุ้นแล้วเราไม่สบายใจ อย่างเช่น เราซื้อในเวลาที่มีแต่ข่าวร้าย เราก็อาจเป็นส่วนน้อยของตลาดที่กำไรก็ได้”

ที่เล่ามาอยากจะอธิบายความรู้สึกว่า “การที่คนเขาพูดกันว่าซื้อของถูกก็รวยแล้ว ฟังดูหมูๆ” แต่พอเอาเข้าจริงมันมีปัจจัยของอารมณ์ความรู้สึกอย่างความกลัวที่เราต้องผ่านให้ได้ ดังนั้น “การจะสามารถซื้อของถูกแล้วรวยได้” ก็ต้องมีความเข้าใจในมูลค่าที่แท้จริง และก็ต้องเข้าใจเรื่องอารมณ์ของเรา ฮ่า ฮ่า -- ไม่ง่าย แต่ทำได้ รวยแบบไม่สบายใจนั่นเอง!!

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ