
แต่งงานกันเถอะ
ประเทศอินเดีย นอกจากจะเป็นตลาดระดับบลูโอเชี่ยน ที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เห็นว่าเป็นโอกาสแบบ วินวิน สำหรับประเทศไทย เพราะสามารถทำได้ทั้งการส่งเสริมให้นักธุรกิจไทยไปลงทุน และการดึงนักลงทุนจากอินเดียเข้ามาลงทุนในบ้านเราแล้ว
ประเทศอินเดีย นอกจากจะเป็นตลาดระดับบลูโอเชี่ยน ที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เห็นว่าเป็นโอกาสแบบ วินวิน สำหรับประเทศไทย เพราะสามารถทำได้ทั้งการส่งเสริมให้นักธุรกิจไทยไปลงทุน และการดึงนักลงทุนจากอินเดียเข้ามาลงทุนในบ้านเราแล้ว
ธุรกิจที่คาดไม่ถึงว่าจะสร้างมูลค่าและเป็นโอกาสสำคัญของไทย คือ ธุรกิจรับจัดงานแต่งงานนั่นเอง
ใครจะคิดว่าธุรกิจนี้จะทำรายได้เข้าประเทศสูงถึงปีละ 5,000 ล้านบาท จากการจัดงานแต่งงานของชาวอินเดียเพียง 100 คู่เท่านั้น
หรือเฉลี่ยคู่ละ 50 ล้านบาท!!!
ข้อมูลดังกล่าวได้รับการยืนยันตรงกันทั้งจากท่านทูต พิสันต์ มะนะภวัต ท่านทูตไทยประจำอินเดีย และดาโต๊ะ สาธิต เซกัล ประธานสมาคมธุรกิจไทยอินเดีย ที่บอกว่า สาเหตุที่ทำให้ธุรกิจนี้ทำรายได้ถล่มทลายนั้น เพราะชาวอินเดียให้ความสำคัญกับการจัดงานแต่งงาน ชนิดที่ปิดโรงแรมจัดงานเลี้ยง 7 วัน 7 คืน พร้อมทุ่มงบไม่อั้น ที่สำคัญจ่าย “เงินสด” อีกต่างหาก
จึงนับเป็นโอกาสดีอย่างมากที่บริษัทจัดอีเวนต์งานแต่ง และโรงแรมจากประเทศไทย ควรจะหันมามองตลาดที่มีกำลังซื้อสูงแห่งนี้ ด้วยการงัดกลยุทธ์ที่มีอยู่หันไปบุกประเทศอินเดีย เพื่อรองรับความต้องการและรายได้แบบคาดไม่ถึง และนับวันมีแต่จะเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี ด้วยว่าคนอินเดียให้ความสำคัญกับเรื่องนี้สูงมาก
แต่ประเด็นสำคัญ คือ คนไทยต้อง “เลิกอคติ” ที่เคยมองชาวอินเดียโดยยึดติดภาพเดิมๆ ที่ว่า เป็นแขกบ้างล่ะ สภาพความเป็นอยู่ที่แย่กว่าบ้านเรา ทำให้พลอยมองข้ามตลาดที่เป็นโอกาสทองนี้ไปอย่างน่าเสียดาย
แม้การจัดงานแต่งงานที่ใหญ่โตอาจไม่ใช่ดัชนีชี้วัดความสุขของชีวิตคู่
ทว่า เป็นดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจของไทยที่ในอนาคตอาจสร้างรายได้มูลค่าสูงทะลุ 1 หมื่นล้านบาทก็ได้ ใครจะรู้







