
เหลียว-หลังแลหน้าครึ่งปีหลังตลาดหุ้นยังผันผวน
ตลาดหุ้นไทยช่วงครึ่งปีแรกขึ้นไปสูงสุดจ่อ 1,650 จุด ในวันที่ 21 พ.ค. บวก 18% จากสิ้นปี 2555 หนุนโดยสภาพคล่องท่วมโลก อันเป็นผลจากมาตรการฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ (QE) โดยเฉพาะของสหรัฐและญี่ปุ่น ขณะที่ความเสี่ยงของระบบการเงินโลกลดทั้งจากปัญหาหน้าผาการคลังของสหรัฐและหนี้สินในยูโรโซน
ตลาดหุ้นไทยช่วงครึ่งปีแรกขึ้นไปสูงสุดจ่อ 1,650 จุด ในวันที่ 21 พ.ค. บวก 18% จากสิ้นปี 2555 หนุนโดยสภาพคล่องท่วมโลก อันเป็นผลจากมาตรการฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ (QE) โดยเฉพาะของสหรัฐและญี่ปุ่น ขณะที่ความเสี่ยงของระบบการเงินโลกลดทั้งจากปัญหาหน้าผาการคลังของสหรัฐและหนี้สินในยูโรโซน
หลังเปิดปีใหม่ กระแสเงินทุนไหลบ่าเข้าตลาดหุ้นทั่วโลกโดยเฉพาะตลาดหุ้นเกิดใหม่ ท่ามกลางการปรับพอร์ตลงทุนระดับโลกโดยลดสัดส่วนการถือครองเงินสด ตราสารหนี้ และทองคำ จากนั้นโยกเข้าตลาดหุ้นที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยต่ำ และสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัว
สถานการณ์พลิกผัน เกิดการปรับฐานครั้งใหญ่ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. ดัชนีหุ้นไทยดิ่งกว่า 300 จุด ต่ำสุดที่ 1,338 จุด เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. พร้อมๆ กับตลาดตราสารหนี้และทองคำ ท่ามกลางแรงขายเพื่อรองรับการไถ่ถอนหน่วยลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ และโยกเงินกลับตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐที่มีสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นเกินคาด แรงชอร์ตเซลส์และความกังวลว่าจะมีแรงบังคับขายพอร์ตมาร์จิ้นโลนมีส่วนซ้ำเติมให้ดัชนีทรุดแรง
การปรับฐานใหญ่เกิดขึ้นหลังประธานเฟดส่งสัญญาณอาจลดมาตรการ QE ในปลายปีนี้ และอาจยกเลิก QE ในกลางปี 2557 หากเศรษฐกิจสหรัฐยังคงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนั้น ความกังวลว่าเศรษฐกิจจีนที่เป็นหัวรถจักรของเอเชียอาจชะลอแรง และฟองสบู่เศรษฐกิจจีนอาจแตกมีส่วนบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชีย
ดัชนีหุ้นไทยเด้งขึ้นพร้อมๆ กับตลาดหุ้นโลกมาปิดที่ 1,451.9 จุด เมื่อสิ้นครึ่งปีแรก สูงกว่าระดับปิดเมื่อสิ้นปีก่อนเพียง 4.3% เทียบกับดัชนีดาวโจนส์ (+13.8%) นิกเกอิ (+30%) จีน (12.8%) ฮั่งเส็ง (8.2%) ฟิลิปปินส์ (+11.2%) และอินโดนีเซีย (+11.6%)
ส่วนทองดิ่งแรงหลุด 1,200 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ต่ำสุดในรอบ 3 ปี ก่อนเด้งมาปิดที่ 1,241 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ลบถึง 28.3% จากสิ้นปี 2555 เงินบาทที่เคยแข็งโป๊ก 28.6 บาท/เหรียญสหรัฐ ช่วงสงกรานต์ กลับอ่อนลงอย่างรวดเร็วแตะจุดต่ำสุดในรอบ 11 เดือน ที่ 31.2 บาท/เหรียญสหรัฐ จากนั้นเคลื่อนไหวอยู่ใกล้ 31 บาท/เหรียญสหรัฐ
เมื่อมองไปข้างหน้า ตลาดหุ้นในครึ่งปีหลังยังผันผวน ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากสภาพคล่องท่วมกลายเป็นสภาพคล่องโน้มตัวลดลง ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นดีเกินคาด แต่เศรษฐกิจโลกและของไทยกลับชะลอตัวลง
ในช่วงครึ่งปีแรก เศรษฐกิจไทยถูกคาดหวังว่าจะเร่งตัวขึ้นจากการผลักดันเมกะโปรเจกต์น้ำ 3.5 แสนล้านบาท และอีก 2 ล้านล้านบาทสำหรับเมกะโปรเจกต์ด้านการขนส่ง ในเวลาต่อมาเศรษฐกิจไทยออกอาการชะลอตัวจาก 1) การส่งออกที่แนวโน้มโตไม่ถึง 5% 2) หนี้ภาคครัวเรือนที่สูงขึ้นมากส่งผลให้การบริโภคชะลอ 3) เมกะโปรเจกต์ล่าช้าและเสี่ยงที่จะถูกชะลอออกไป หลังศาลปกครองพิพากษาว่าต้องจัดให้มีการทำประชาพิจารณ์อย่างทั่วถึงก่อนเดินหน้าโครงการ
เสน่ห์ตลาดหุ้นไทยรวมถึงตลาดหุ้นเกิดใหม่ลดขณะที่ของตลาดสหรัฐกลับเด่นขึ้น ตลาดหุ้นทั่วโลกจะตอบสนองเชิงลบต่อสัญญาณที่บ่งชี้ถึงการถอนนโยบายการเงินผ่อนคลาย แบบสุดโต่งของสหรัฐ ขณะที่สัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวจะดึงดูดกระแสเงินให้ไหลย้อนกลับเข้าสหรัฐ
Valuation ของตลาดหุ้นไทยถือว่า “ไม่ถูกไม่แพง” (ดูตาราง) เทรดที่พีอีใกล้เคียงของสหรัฐแต่กำไรของเราโตดีกว่า อย่างไรก็ดีค่าพีอีหุ้นไทยสูงกว่าตลาดหุ้นเอเชียที่ไม่รวมญี่ปุ่น แถมกำไรโตช้ากว่าอีกต่างหาก ตลาดหุ้นไทยช่วงนี้จึงไม่โดดเด่นเหมือน 2 ปีที่ผ่านมา
น่าสังเกตว่า ตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา ตลาดหุ้นเกิดใหม่จะเทรดที่พีอีต่ำกว่าของดัชนี S&P 500 ราว 25% เนื่องจากสภาพคล่องในการซื้อขายหุ้นต่ำกว่ามาก และคุณภาพกำไรโดยเฉลี่ยไม่ดีเท่ากับของบริษัทในสหรัฐ ก่อนหน้า 22 พ.ค. ส่วนลดนี้ต่ำเกินไป แต่หลังการปรับฐานส่วนลดนี้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 21% ความเสี่ยงที่จะปรับฐานใหญ่จึงลดลง
หลังการปรับฐานใหญ่ที่หุ้นร่วงทั่วกระดาน เมื่อฝุ่นเริ่มจางมองเป็นโอกาสทยอยเก็บหุ้นรายตัวที่ผลประกอบการยังมีแนวโน้มขยายตัวดี หลายตัวปันผลอยู่ในเกณฑ์สูงและเทรดต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน เช่น ADVANC,INTUCH, CPALL,AOT,BGH,JAS,BTS,CPN,HMPRO,QH,SIRI เป็นต้น ทั้งนี้ควรเข้าช่วงย่อตัวเท่านั้น เช่น บริเวณแนวรับแถว 1,400 และ 1,350 จุด ขณะที่แนวต้านใกล้ๆ จะอยู่ที่ 1,470 และ 1,493 จุด ถัดไปก็ที่ 1,530 จุด







