posttoday
เรื่องไม่สนุกเมื่อช้อน LTF เพลินเกินลิมิต

เรื่องไม่สนุกเมื่อช้อน LTF เพลินเกินลิมิต

30 มิถุนายน 2556

เวลาหุ้นดิ่งลงแรงๆ บรรดา “แมลงเม่า” ก็มักดูเศร้าๆ เหงาๆ ผิดกับ “ผู้มีเงินได้” ที่พอหุ้นร่วงก็ดี๊ด๊าร่าเริงกันใหญ่ เพราะเป็นโอกาสดีได้ทีช้อนซื้อกองทุนรวมที่ให้สิทธิลดหย่อนภาษี โดยไม่ต้องไปรอซื้อตอนปลายปีที่ไม่รู้ว่า ตลาดหุ้นจะไปในทิศทางไหน

เวลาหุ้นดิ่งลงแรงๆ บรรดา “แมลงเม่า” ก็มักดูเศร้าๆ เหงาๆ ผิดกับ “ผู้มีเงินได้” ที่พอหุ้นร่วงก็ดี๊ด๊าร่าเริงกันใหญ่ เพราะเป็นโอกาสดีได้ทีช้อนซื้อกองทุนรวมที่ให้สิทธิลดหย่อนภาษี โดยไม่ต้องไปรอซื้อตอนปลายปีที่ไม่รู้ว่า ตลาดหุ้นจะไปในทิศทางไหน

โดยมาก ถ้าพูดถึงเรื่องการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษี เราก็มักจะคิดถึงและลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) มากกว่ากองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

ความจริงข้อนี้ยืนยันได้จากข้อมูลของสมาคมบริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน ที่ล่าสุด (21 มิ.ย.) เงินลงทุนใน LTF มีมูลค่า 1.94 แสนล้านบาท ขณะที่ RMF แม้จะรวมทุกประเภท ทุกนโยบายลงทุนเข้าด้วยกันยังมีแค่ 1.28 แสนล้านบาท และ RMF ที่มีนโยบายลงทุนหุ้นมีเงินลงทุนเพียง 5.4 หมื่นล้านบาท

คงเป็นเพราะ

LTF ไม่ผูกพัน ไม่บังคับให้ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปีๆ เพราะฉะนั้นถ้าปีนี้มองเห็นโอกาสอยากจะลงทุน อยากจะประหยัดภาษีก็ลงทุนไป ปีหน้าไม่อยากลงทุนก็ไม่ต้องลงทุน

LTF ไม่กำหนดขั้นต่ำ อยากจะลงทุนกี่พัน กี่หมื่นก็ไม่ว่ากัน เพียงจะนำไปใช้สิทธิลดหย่อนได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมิน และไม่เกิน 5 แสนบาท

LTF ไม่ต้องลงทุนนาน แค่ 5 ปีปฏิทินก็สามารถขายได้แล้ว

แต่แม้ว่า LTF จะไม่ผูกพัน ไม่กำหนดขั้นต่ำ และไม่ต้องลงทุนนาน แต่ก็อย่าซื้อจนเพลินจนเกินสิทธิลดหย่อนภาษีที่ได้รับ และอย่าลืมวางแผนการเงินเอาไว้ด้วย เพราะถ้าเปลี่ยนใจอยากขาย ก็คงจะไม่ได้ดี๊ด๊าเหมือนตอนช้อนซื้อ

กรณีที่ 1 ซื้อเกินสิทธิ

นอกจากจะไม่กำหนดจำนวนเงินขั้นต่ำในการลงทุนแล้ว เรายังสามารถซื้อ LTF เกินสิทธิลดหย่อนก็ได้ ไม่มีใครห้าม และอย่าคาดหวังว่า “คนขาย” จะถามว่า “พี่ซื้อเยอะเกินไปหรือเปล่าคะ” โดยเฉพาะคนที่ไปต่อคิวซื้อในช่วงปลายปีที่คนขายกำลังยุ่งมากเป็นพิเศษ

ฉะนั้น ก่อนจะตัดสินใจไปช้อนซื้อ LTF ที่ร่วงลงมาก็ต้องประเมินให้แน่ใจว่า ปีนี้เราจะมีรายได้พึงประเมินสักเท่าไร และจำนวนสูงสุดที่เราสามารถซื้อได้อยู่ที่เท่าไรจะได้ไม่เจอเหตุการณ์ซื้อเกินสิทธิ

นั่นเพราะไม่ว่าจะซื้อมามากแค่ไหน สุดท้ายแล้วก็จะนำไปใช้ลดหย่อนได้ตามสิทธิที่ได้รับ คือ สูงสุดไม่เกิน 15% ของรายได้รวม หรือไม่เกิน 5 แสนบาท

และส่วนที่ซื้อมาเกินสิทธิมาแล้ว ไม่ใช่ว่าผ่านแล้วจะผ่านเลยไป เพราะนอกจากจะไม่ได้ใช้ประโยชน์ทางภาษีแล้ว ไม่ว่าจะลงทุนมาแล้วกี่ปี หรือถือมาจนครบ 5 ปีปฏิทินแล้วก็ตาม ถ้ามีกำไรจากการขายหน่วยลงทุนส่วนที่เกินสิทธินี้จะต้องนำกำไรที่ได้ไปคำนวณรวมเป็นเงินได้ในปีที่ขายด้วย

ในขณะที่การลงทุนในกองทุนรวมทั่วไปจะได้รับยกเว้นภาษีกำไรจากการขายหน่วยลงทุน กำไรเท่าไรก็รับกันไปเต็มๆ

แต่ถ้าขายแล้วขาดทุนก็ไม่มีผลอะไร เอามาลบออกจากรายได้ก็ไม่ได้ หรือถ้าขายหลายๆ กองทุนในปีเดียวกัน โดยมีทั้งกองทุนที่ได้กำไร และกองทุนที่ขาดทุน ก็ห้ามนำไปหักลบกัน กำไรก็ยื่นรวมเป็นรายได้ ขาดทุนก็ปล่อยผ่านไป

เพราะฉะนั้นอย่าได้หลงไปซื้อ LTF เกินสิทธิลดหย่อนภาษีที่ได้รับ เพราะนอกจากจะไม่ได้ (ประหยัดภาษี) แล้วยัง เสีย (ภาษี) อีกต่างหาก

กรณีที่ 2 ซื้อแล้วเปลี่ยนใจ

ไม่ใช่แค่ต้องประเมินรายได้ปีนี้และเพดานสูงสุดที่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้เท่านั้น ถ้าคิดจะช้อน LTF ก็ต้องไม่ลืมวางแผนการเงินในปีนี้เอาไว้ด้วย เพราะถ้าทุ่มทุนซื้อไปแล้วเกิดเปลี่ยนใจอยากขาย หรือจำเป็นต้องใช้เงินขึ้นมาก็อาจจะมีเรื่องยุ่งยากตามมาก็ได้

แม้ว่า จะเป็น LTF ที่ซื้อมาในปีนี้และยังไม่ได้นำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีก็ตาม

เรื่องยุ่งเรื่องแรก คือ ค่าธรรมเนียม โดยมากแล้วบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จะไม่คิดค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนสำหรับกองทุน LTF ยกเว้นบาง บลจ.ที่จะมีค่าธรรมเนียม (แต่ก็ไม่มากนัก) เช่น บลจ.วรรณ กำหนดค่าธรรมเนียมรับซื้อคืนหน่วยลงทุนไว้ที่ 0.25% ของมูลค่าหน่วยลงทุน

แต่ บลจ.หลายแห่งกำหนดค่าธรรมเนียม หรือค่าปรับ ในการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนในกรณีที่นักลงทุนถือมาต่ำกว่าระยะเวลาที่กำหนด เช่น

บลจ.กสิกรไทย ที่ไม่มีค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน แต่จะคิดค่าปรับ 1.5% ของมูลค่าหน่วยลงทุน ถ้าขายหน่วยลงทุนที่ถือครองมาไม่ถึง 1 ปี

บลจ.กรุงศรี จะเก็บค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืนหน่วยลงทุน 0.5% ของมูลค่าหน่วยลงทุน ถ้าถือหน่วยลงทุนมาต่ำกว่า 3 ปี

บลจ.บัวหลวง กำหนดค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืนไว้ 50 บาทต่อรายการ สำหรับหน่วยลงทุนที่ถือมากกว่า 1 ปี และสำหรับหน่วยลงทุนที่ถือน้อยกว่าหรือเท่ากับ 1 ปี จะคิดในอัตราไม่เกิน 1% ของมูลค่าหน่วยลงทุนที่รับซื้อคืน (ขั้นต่ำ 50 บาท)

เรื่องยุ่งเรื่องที่สอง คือ ถ้าได้กำไรจากการขายหน่วยลงทุน ก็จะถูกภาษี หัก ณ ที่จ่าย 3% ของกำไร (ทันที) และเมื่อถึงเวลายื่นเสียภาษียังจะต้องนำกำไรที่ได้รับไปคำนวณรวมในเงินได้อีกครั้งหนึ่ง

ถ้าปีนี้เป็นปีแรกที่ซื้อ LTF เรื่องยุ่งๆ ก็จบลงแค่เรื่องแรกและเรื่องที่สองเท่านั้น เพราะยังไม่เคยใช้สิทธิลดหย่อนภาษีมาก่อน แต่ถ้าปีนี้ไม่ใช่ปีแรกที่ลงทุน LTF ก็เตรียมเจอกับเรื่องยุ่งเรื่องที่สาม ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่ยุ่งที่สุด

เรื่องยุ่งเรื่องที่สาม คือ ต้องคืนภาษีที่เคยได้รับลดหย่อนไปแล้ว เพราะถือว่า “ทำผิดเงื่อนไขของสรรพากร”

ทั้งๆ ที่เราเข้าใจว่า กองทุน LTF ที่เราขายเป็นหน่วยลงทุนที่เราเพิ่งจะซื้อในปีนี้ที่ยังไม่ได้ไปใช้สิทธิลดหย่อน แต่เพราะการขายกองทุนจะใช้หลักการ FIFO (First In First Out) คือ เข้ามาก่อนก็ต้องออกไปก่อน เพราะฉะนั้นถ้ามีการขายออกไปจะถือเป็นการขายก้อนแรกก่อนเสมอ

ตัวอย่างเช่น เคยซื้อกองทุน LTF ไปเมื่อปี 2555 จำนวน 1 แสนบาท และได้รับภาษีคืนมาแล้ว 3 หมื่นบาท และพอมาปี 2556 ก็ช้อนซื้อไปแล้ว 1 แสนบาท แต่ตอนนี้เปลี่ยนใจอยากขายกองทุนออกไป 1 แสนบาท โดยเข้าใจว่า เป็นการขายกองทุนในส่วนที่ซื้อมาในปี 2556

แต่จริงๆ แล้ว ถือเป็นสั่งขายกองทุนที่ซื้อมาในปี 2555 (ที่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนไปแล้ว) โดยที่ยังลงทุนไปไม่ครบ 5 ปีปฏิทิน ตามเงื่อนไขที่สรรพากรกำหนด

เพราะฉะนั้นต้องไปยื่นแบบภาษีเงินได้ปี 2555 ใหม่ เพื่อคำนวณภาษีที่ควรจะต้องเสียเหมือนกับว่า ไม่ได้ลงทุนใน LTF และนำเงินที่ได้รับลดหย่อนไปคืนให้กับสรรพากร พร้อมกับเสียเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน นับจากวันที่ 1 เม.ย. ของปีที่ได้รับเงินคืน

ทางเลือกของ ‘คนอยากช้อน’

แต่สำหรับ “คนอยากช้อน” ซื้อ LTF เพราะไม่อยากพลาดโอกาสดีๆ ที่หุ้นตก แต่ก็กลัวว่า จะต้องไปเจอกับเรื่องยุ่งๆ

เพราะไม่แน่ใจว่า รายได้ทั้งปีจะเป็นเท่าไร โดยเฉพาะคนที่มีรายได้ไม่แน่นอน ไม่ใช่มนุษย์เงินเดือน รวมทั้งคนที่ยังไม่มั่นใจว่า ถ้าช้อนไปแล้วจะต้องมีเหตุให้ต้องใช้เงินระหว่างปีหรือไม่

เรื่องแบบนี้มีทางออก

จงรัก รัตนเพียร ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย แนะนำให้ซื้อกองทุนหุ้นธรรมดาเก็บไว้ก่อน แล้วเมื่อใกล้ๆ ปลายปีจึงโยกเงินมาซื้อ LTF ก็ยังไม่สาย

เพราะกองทุนหุ้นสามารถซื้อขายได้ทุกวัน ไม่ต้องคอยกังวลว่า ถ้าขายแล้วจะผิดเงื่อนไขเหมือนกองทุน LTF เพราะฉะนั้นระหว่างทางอยากจะขายออกมาเมื่อไรก็ได้

และยังไม่ต้องกลัวตกรถไฟ เพราะผลดำเนินงานของกองทุนหุ้นก็ขึ้นๆ ลงๆ เหมือนกับกองทุน LTF โดยเฉพาะกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนใกลเคียงกัน

นอกจากนี้ ถ้ามีกำไรจากการลงทุนก็ไม่ต้องเสียภาษี เพราะกองทุนรวมได้รับยกเว้นภาษีกำไรจากการขาย (แต่ถ้าได้รับเงินปันผลจะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10%)

อย่างไรก็ตาม จงรัก บอกว่า การสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนจากกองทุนหุ้นธรรมดามาเป็น LTF อาจจะมีต้นทุนค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

ทั้งนี้ ต้นทุนที่นักลงทุนจะต้องจ่ายเพิ่มก็คือ ค่าธรรมเนียมหุ้นที่เราเข้าไปซื้อ และค่าธรรมเนียมรับซื้อหน่วยลงทุนเมื่อเราต้องการขายหน่วยลงทุนเพื่อเปลี่ยนลงทุน LTF ในขณะที่การสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนภายใน บลจ.เดียวกันก็มักจะได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียม

จากการสำรวจพบว่า ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะอยู่ราวๆ 12% โดยค่าธรรมเนียมซื้อหน่วยลงทุนสูงสุดจะอยู่ประมาณ 1% และค่าธรรมเนียมขายอีก 1%

“ค่าธรรมเนียมก็ไม่มากนัก เมื่อเทียบกับโอกาสในการปรับเปลี่ยนการลงทุน สำหรับคนที่อาจจะต้องการใช้เงิน หรือเปลี่ยนใจระหว่างปี หรืออยากจะปรับเปลี่ยนนโยบายการลงทุนก่อนสิ้นปี เพราะช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้มากกว่าซื้อ LTF เก็บไว้” จงรัก กล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค