posttoday
ไทยพาณิชย์ลดเป้าจีดีพีเหลือ 4.5-5%

ไทยพาณิชย์ลดเป้าจีดีพีเหลือ 4.5-5%

28 มิถุนายน 2556

ศูนย์วิจัยไทยพาณิชย์ ปรับลดคาดการณ์จีดีพีไทยเหลือ 4.5-5.0% หลังส่งออกหดตัว เศรษฐกิจโลกผันผวน ใช้จ่ายชะลอ

ศูนย์วิจัยไทยพาณิชย์ ปรับลดคาดการณ์จีดีพีไทยเหลือ 4.5-5.0% หลังส่งออกหดตัว เศรษฐกิจโลกผันผวน ใช้จ่ายชะลอ

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ประกาศปรับคาดการณ์ GDP ปี 2013 ขยายตัวได้ 4.5-5.0% หลังพิจารณาข้อมูลเศรษฐกิจ พบว่า การส่งออกของไทยขยายตัวน้อยกว่าที่คาด จากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว การส่งออกของไทยในช่วง 5 เดือนแรกของปีขยายตัวได้เพียง 1.9% โดยปัจจัยหลักคือการส่งออกไปจีนที่หดตัวจากความต้องการสินค้าขั้นกลางในภาคการผลิตของจีนที่ลดลง แม้ว่าการส่งออกของไทยมีแนวโน้มกระเตื้องขึ้นในครึ่งปีหลังตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แต่ในภาพรวมจะขยายตัวได้อย่างจำกัดในปีนี้

การบริโภคภาคครัวเรือนมีแนวโน้มแผ่วลงในช่วงหลังของปีภายหลังจากที่รถยนต์ส่วนใหญ่ภายใต้นโยบายรถคันแรกได้ส่งมอบไปแล้วในครึ่งปีแรก อีกทั้งความผันผวนของราคาสินทรัพย์จากแนวโน้มเงินทุนไหลออก และการลดราคารับจำนำในโครงการรับจำนำข้าวของภาครัฐ จะส่งผลให้กำลังซื้อของภาคครัวเรือนลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง

คาดเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 4.5-5.0% ในปีนี้ เศรษฐกิจไทยมีปัจจัยเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนเพิ่มขึ้น และการใช้จ่ายภาคเอกชนที่มีสัญญาณแผ่วลง อย่างไรก็ดี การลงทุนภาครัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงการบริหารจัดการน้ำ อีกทั้งการส่งออกที่น่าจะมีแนวโน้มกระเตื้องขึ้นในช่วงหลังของปีจะสนับสนุนเศรษฐกิจไทยให้ยังคงเติบโตได้ในกรอบ 4.5-5.0%

ส่วนเงินเฟ้อทั่วไปและเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยปี 2013 จะอยู่ที่ราว 2.6% และ 1.3% ตามลำดับ โดยแรงกดดันด้านราคาในครึ่งปีหลังยังคงมีน้อยจากราคาพลังงานในประเทศที่ยังคงทรงตัวตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกและมาตรการดูแลค่าครองชีพจากภาครัฐ รวมถึงการบริโภคที่น่าจะยังคงชะลอตัวลงในช่วงครึ่งหลังของปี อย่างไรก็ดี แผนการปรับขึ้นราคาแอลพีจีภาคครัวเรือนในช่วงเวลาที่เหลือของปียังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้ออยู่ 
 
ขณะที่ อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะคงอยู่ที่ 2.50% จนถึงสิ้นปี 2013 โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ณ ระดับปัจจุบันมีความเหมาะสมต่อภาวะเศรษฐกิจ แต่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจพิจารณาปรับลดลงเพิ่มเติมหากการใช้จ่ายภาคเอกชนชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ภาวะเงินทุนไหลออกจากการส่งสัญญาณลดการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลของธนาคารกลางสหรัฐฯ (การลดขนาด QE) จะไม่เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยของไทย เนื่องจากไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงเพียงพอที่จะไม่ก่อให้เกิดวิกฤติดุลการชำระเงิน อย่างไรก็ดี ด้วยแนวโน้มการบริโภคภาคครัวเรือนที่ชะลอตัวลง อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง อาจมีความเป็นไปได้ที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง หากปรากฏว่าการบริโภคภาคครัวเรือนยังคงขยายตัวต่ำกว่าที่คาดในช่วงที่เหลือของปี

นอกจากนี้ ยังให้มุมมองแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยน โดยคาดเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 30-31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ตลอดครึ่งปีหลัง ซึ่งค่าเงินบาทจะยังคงผันผวนจากกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายในระยะสั้นเป็นอย่างน้อย การที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณว่าอาจลดขนาด QE ภายในสิ้นปีนี้ เป็นผลให้เกิดกระแสเงินทุนไหลออกจากกลุ่มประเทศที่เป็นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ไปยังสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงใกล้เคียงเงินสด (Near cash assets) ทั้งนี้ คาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 30-31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงที่เหลือของปี 2013

ไทยพาณิชย์ลดเป้าจีดีพีเหลือ 4.5-5%

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ