
เกษตรดันไทยขึ้น"Seed Hub"
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์พืชที่มีศักยภาพของภูมิภาคเอเชีย ทั้งการเป็นผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ที่พัฒนาเองในประเทศ และรับจ้างผลิตเมล็ดพันธุ์ที่พัฒนามาจากต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้มีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนผลิตเมล็ดพันธุ์พืชในไทยเพื่อการส่งออกมากขึ้น ทำให้ไทยเป็นฐานการผลิตเมล็ดพันธุ์ใหญ่ที่สุดในอาเซียน
ปัจจุบันประเทศไทยนับเป็นฐานการผลิตเมล็ดพันธุ์ เพื่อการส่งออกที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนมากที่สุดในอาเซียน เนื่องจากข้อได้เปรียบด้านสภาพสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวย และเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตได้มีคุณภาพ แต่ละปีไทยส่งออกเมล็ดพันธุ์พืชไปยังประเทศต่างๆ สร้างรายได้ปีละ 3,0004,000 ล้านบาท และส่งออกเมล็ดพันธุ์ไปยังกลุ่มอาเซียนเป็นอันดับ 1 และเป็นอันดับ 3 ในภูมิภาคเอเชีย รองจากจีนและญี่ปุ่น และเป็นอันดับที่ 12 ของโลก
ทว่า สถานการณ์การผลิตเมล็ดพันธุ์พืชของไทยเองกลับยังมีความขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ที่ดี ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนพัฒนาศูนย์กลางด้านเมล็ดพันธุ์พืชในอาเซียน หรือ Seed Hub เพื่อเพิ่มโอกาสทางการแข่งขันและรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
ทั้งนี้ มี 3 แนวทาง คือ 1.การสนับสนุนการผลิตเมล็ดพันธุ์ของไทยให้มีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาดโลก 2.ส่งเสริมให้ต่างประเทศเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์เพิ่มมากขึ้น และ 3.สนับสนุนการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชเป็นอาชีพทางเลือก เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ
ล่าสุด กรมวิชาการเกษตรได้ร่วมกับภาคเอกชนตั้งคณะทำงาน เพื่อดำเนินการสนับสนุนการเป็นศูนย์กลางการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชในอาเซียน โดยร่วมมือในการพัฒนานักปรับปรุงพันธุ์พืชและเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์พืช เนื่องจากการพัฒนาเป็นฐานการผลิตเมล็ดพันธุ์ของอาเซียนจะต้องร่วมมือกันทุกฝ่าย เพราะภาครัฐกับเอกชนมีข้อเด่นข้อด้อยแตกต่างกัน
เมื่อนำจุดแข็งของทั้งสองภาคส่วนมารวมกัน เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายหลัก คือ การส่งออกเมล็ดพันธุ์พืชเพิ่มขึ้นให้ได้มูลค่า 5,000 ล้านบาทต่อปี และก้าวขึ้นเป็นอันดับ 2 หรืออันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชีย
ยิ่งไปว่านั้น เมื่อเปิดเสรีอาเซียนขึ้นก็จะทำให้ตลาดขยาย ทำให้ประเทศต่างๆ หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องการพัฒนาภาคเกษตรกรรมและความมั่นคงด้านอาหารมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการเมล็ดพันธุ์พืช ซึ่งถือเป็นต้นน้ำของอุตสาหกรรมอาหารเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งนั่นคือโอกาสของประเทศไทย
อย่างไรก็ดี อุปสรรคสำคัญของไทยในการก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชนั้น คือ ข้อกฎหมายและกฎระเบียบด้านพันธุ์พืชบางประการที่ล้าสมัย และปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ที่ไม่เอื้อต่อการลงทุนและการพัฒนาสายพันธุ์พืชใหม่ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่อาจทำให้ไทยเสียเปรียบคู่แข่งจากชาติอื่นๆ ในอาเซียนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการเกิดขึ้นของเออีซีในปี 2558
ปัจจุบันสมาชิกอาเซียนเกือบทุกประเทศได้ปรับปรุงข้อกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ให้ทันสมัยและเอื้อต่อการค้าการลงทุนด้านธุรกิจเมล็ดพันธุ์ เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนในประเทศนั้นๆ นำเข้าพ่อพันธุ์แม่พันธุ์พืชจากต่างประเทศได้อย่างเสรี เพื่อนำมาปรับปรุงพันธุ์ใหม่ให้ได้ผลผลิตสูงและต้นทุนต่ำ สำหรับป้อนตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ขณะที่กฎหมายของไทยระบุว่า ภายหลังการวิจัยและทดสอบเสร็จเรียบร้อยจะต้องทำลายทิ้งพันธุ์พืชที่นำเข้ามา โดยไม่อนุญาตให้ขยายผลไปสู่การวิจัยเชิงพาณิชย์ได้ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ภาคเอกชนขาดแรงจูงใจในการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์ใหม่ และหันไปลงทุนในประเทศอื่นที่อนุญาตให้นำผลการวิจัยไปต่อยอดสู่การพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้
นั่นเองจึงต้องมีการกำหนดแผนยุทธศาสตร์เมล็ดพันธุ์ของประเทศที่ชัดเจน เพื่อเตรียมความพร้อมในการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตเมล็ดพันธุ์พืช (Seed Hub) ของอาเซียนก่อนที่จะสายเกินไป







