
ทีวีดาวเทียมปั้นคอนเทนต์ชิงโฆษณาช่วงเปลี่ยนสู่ดิจิตอล
ธุรกิจสถานีโทรทัศน์ที่กำลังเปลี่ยนระบบออกอากาศจากอะนาล็อกเป็นดิจิตอล ทำให้ฟรีทีวี 6 ช่อง เพิ่มเป็น 48 ช่อง ในจำนวนนี้แบ่งเป็นช่องบริการธุรกิจ 24 ช่อง ซึ่งจะเข้าชิงเม็ดเงินโฆษณาทีวีปีละกว่า 6 หมื่นล้านบาท หรือกว่าครึ่งของอุตสาหกรรมโฆษณาปีละกว่าแสนล้านบาท
ธุรกิจสถานีโทรทัศน์ที่กำลังเปลี่ยนระบบออกอากาศจากอะนาล็อกเป็นดิจิตอล ทำให้ฟรีทีวี 6 ช่อง เพิ่มเป็น 48 ช่อง ในจำนวนนี้แบ่งเป็นช่องบริการธุรกิจ 24 ช่อง ซึ่งจะเข้าชิงเม็ดเงินโฆษณาทีวีปีละกว่า 6 หมื่นล้านบาท หรือกว่าครึ่งของอุตสาหกรรมโฆษณาปีละกว่าแสนล้านบาท
ท่ามกลางฝุ่นตลบว่าช่อง 3 กับช่อง 7 จะโดนย้ายไปโผล่ที่ตัวเลขช่องไหน จังหวะนี้จึงนับเป็นโอกาสของทีวีดาวเทียมที่ปัจจุบันทีวีดาวเทียมกับเคเบิ้ลทีวีมีสัดส่วนแค่ 10% ของเม็ดเงินโฆษณา ในโอกาสครบรอบ 4 ปีของสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม (ประเทศไทย) จึงระดมความเห็นเพื่อชิงผู้ชมและงบโฆษณา
ไตรลุจน์ นวะมะรัตน อุปนายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สาเหตุที่เจ้าของสินค้ายังไม่ลงโฆษณาในเคเบิ้ลทีวีและทีวีดาวเทียมมากนัก เนื่องจากเจ้าของสินค้าบางรายไม่รู้จักช่องทีวีในเคเบิ้ลทีวีและทีวีดาวเทียม จึงทำให้ยังไม่กล้าที่จะใช้งบผ่านสื่อดังกล่าว ดังนั้นเคเบิ้ลทีวีและทีวีดาวเทียม ควรมีการพัฒนาคอนเทนต์และออกมาสร้างแบรนด์ช่องทีวีของตัวเองให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น
ทั้งนี้ หากมองเข้าไปดูในเม็ดเงินโฆษณาที่ใช้ผ่านสื่อจริงจะพบว่า เริ่มมีเม็ดเงินบางส่วนไหลเข้าผ่านช่องทางเคเบิ้ลทีวีและทีวีดาวเทียมบ้างแล้ว เนื่องจากปัจจุบันเวลาโฆษณาในช่วงฟรีทีวีเต็ม จะเหลือเวลาที่สามารถโฆษณาได้ก็ช่วงเวลา 02.0003.00 น.เท่านั้น จึงทำให้เจ้าของสินค้าบางส่วนเริ่มหันมาให้ความสนใจกับช่องทางโฆษณาในเคเบิ้ลทีวีและทีวีดาวเทียม
แม้ว่าเม็ดเงินโฆษณาที่เคเบิ้ลทีวีและทีวีดาวเทียมสามารถดึงมาได้จากฟรีทีวี คิดเป็นอัตราส่วนประมาณ 10% จะยังดูไม่มาก แต่หากเคเบิ้ลทีวีและทีวีดาวเทียมมีการพัฒนาคอนเทนต์ และประชาสัมพันธ์ตัวเองให้เป็นที่รู้จัก เชื่อว่าจะสามารถดึงเม็ดเงินโฆษณาจากฟรีทีวีมาได้อีกก้อนหนึ่ง
นิพนธ์ นาคสมภพ นายกสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม (ประเทศไทย) กล่าวในหัวข้อสัมมนา “ทางรอด ทีวีดาวเทียม” ว่า หลังจากจบงานสัมมนานี้สมาคมจะเริ่มทำการสำรวจการใช้ทีวีของครัวเรือนไทย ว่าขณะนี้มีการเปลี่ยนทีวีรุ่นใหม่มากน้อยแค่ไหน เพื่อนำข้อมูลมาศึกษาและปรับระบบการออกอากาศของทีวีดาวเทียม เป็นระบบความคมชัดมาตรฐาน หรือเอสดีจำนวน 20 ช่อง
ในด้านของคอนเทนต์รายการ สมาคมจะยึดปฏิบัติตามมาตรฐานที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กำหนดอย่างเคร่งครัด คือ ผลิตรายการข่าวและสาระความรู้ในอัตราส่วน 25% โดยในส่วนของรายการที่จะผลิตออกมา จะเน้นไปที่ความแปลกใหม่ ซึ่งฟรีทีวีไม่มีมาออกอากาศ เพื่อดึงความสนใจผู้ชมให้หันมาชมรายการของทีวีดาวเทียมมากขึ้น
นิพนธ์ กล่าวต่อไปว่า เรื่องของเทคโนโลยี ทีวีดาวเทียมได้เปรียบในด้านของการแข่งขัน แต่ถ้าเป็นในด้านของกฎหมายยังถือว่าเสียเปรียบ ดังนั้นสมาคมจึงต้องปรับรูปแบบของการแข่งขัน ด้วยการเชิญสมาชิกของสมาคมเข้ามาร่วมกันพัฒนาคอนเทนต์ เพื่อสร้างพลังในการต่อสู้และก้าวไปข้างหน้าพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม ภายใน 3 เดือนนับจากนี้ สมาคมทีวีดาวเทียมมั่นใจว่าน่าจะได้ข้อสรุปเรื่องการสำรวจการใช้ทีวีของครัวเรือนไทย ระหว่างทีวีรุ่นเก่าอย่าง 4 คูณ 3 และทีวีรุ่นใหม่อย่าง 16 คูณ 9 ว่ามีสัดส่วนเป็นอย่างไร ซึ่งหากสัดส่วนการใช้ทีวี 16 คูณ 9 มีสัดส่วนเกิน 75% สมาคมทีวีดาวเทียมจะรวมตัวกับสมาชิกทันที เพื่อพัฒนาคอนเทนต์ต่างๆ ของ 20 ช่องนำร่องให้เป็นระบบเอสดี
สมพร ธีระโรจนพงษ์ ประธานกรรมการ บริษัท พีเอสไอ โฮลดิ้ง กล่าวว่า ทีวีดาวเทียมเกิดขึ้นได้เพราะผู้ชมดูฟรีทีวีไม่ชัดเลยหันมาติดจานดาวเทียม ซึ่งหลังจากทีวีดิจิตอลเกิด มั่นใจว่าทีวีดาวเทียมยังอยู่ได้ เพราะการที่ กสทช.จะประกาศใช้ระบบออกอากาศจากอะนาล็อกเป็นดิจิตอลในปลายปีนี้จำนวน 48 ช่อง ในส่วนของ 24 ช่องธุรกิจ ไม่น่าจะมีปัญหาในด้านการรับชมมากนัก เพราะน่าจะมีการแข่งขันกันในเรื่องของคอนเทนต์รุนแรงอยู่แล้ว
แต่ในด้านของ 12 ช่องสาธารณะนั้น มีคำถามว่าจะมีผู้ชมดูหรือไม่ เพราะปัจจุบันก็มีตัวอย่างช่อง 11 ให้เห็น และแต่ละช่องที่ กสทช.กำหนดให้เป็นช่องสาธารณะ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นหน่วยงานของภาครัฐทั้งสิ้น และการที่ กสทช.วางเป้าหมายจะติดตั้งโครงข่ายให้ครอบคลุมพื้นที่ 50% ในปีแรก และ 95% ในปีที่ 5 ขณะนี้ก็ยังคงไม่มีความชัดเจน และปัจจุบันการทดลองระบบออกอากาศด้วยสัญญาณดิจิตอลในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ ก็ยังมีปัญหา ถือเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองกันต่อไปก่อนที่จะถึงวันที่ กสทช. จะออกมาประกาศใช้ทีวีดิจิตอล สมพรกล่าวว่า สิ่งที่ควรเร่งดำเนินการในขณะนี้คือ การสร้างความเข้าใจกับผู้บริโภคว่าทีวีดิจิตอลคือ อะไร เพราะปัจจุบันผู้บริโภคบางรายยังมีความเข้าใจว่าทีวีดิจิตอลใช้เหมือนกับทีวีทั่วไป คือ เสียบปลั๊กแล้วชมได้ทันที เหมือนกับการรับชมรายการในเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียม แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่ เพราะสัญญาณทีวีดิจิตอลเมื่อส่งสัญญาออกอากาศออกไปแล้วต้องมีเสาโครงข่ายเป็นตัวแปรสัญญาณก่อนส่งไปยังบ้านเรือนประชาชน ดังนั้น กสทช.ควรเร่งสร้างความเข้าใจกับผู้บริโคอย่างเร่งด่วน
อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เนชั่นบรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า หลังจากทีวีดิจิตอลเกิดคาดช่อง 3 และช่อง 7 จะหนาว เพราะจะมีรายใหม่เข้ามาผลิตคอนเทนต์บันเทิงแข่งขัน ซึ่งรายใหม่ที่จะเข้ามาล้วนแต่มีฝีมือในด้านการผลิตคอนเทนต์ เช่น การผลิตละครคุณภาพ และช่วงนี้สถานีเริ่มหันมาเอาผู้ผลิตมากขึ้น จากเดิมผู้จัดต้องเข้าไปขอเวลาจากฟรีทีวี หลังจากมีช่องทีวีดิจิตอลเพิ่มเข้ามาเชื่ออำนาจต่อรองตรงนี้จะเปลี่ยนไป*****แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นดังกล่าว ส่งผลให้ปัจจุบันเจ้าของสถานีฟรีทีวีเริ่มเอาใจผู้จัดละคร การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นดังกล่าว เชื่อว่าจะทำให้ฟรีทีวีหันมาคุยกับผู้ผลิตรายการมากขึ้น จากเดิมที่ผู้ผลิตรายการต้องเข้าไปเจรจา เพื่อขอเวลาจากฟรีทีวี เพราะหลังจากมีผู้เล่นมากขึ้นจากการเกิดทีวีดิจิตอลจะทำให้รายเก่าทำงานยากขึ้นหากไม่ปรับตัว
จากการแข่งขันที่กำลังจะเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการทีวีดาวเทียมเร่งออกมาปรับตัว เพื่อรับมือการแข่งขัน และการหันมารวมตัวกัน เพื่อพัฒนาคอนเทนต์คุณภาพ แปลกใหม่ที่ฟรีทีวีไม่มีก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางออกที่สมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม(ประเทศไทย) หันมาให้ความสนใจ
การที่ทีวีดิจิตอลจะถือกำเนิดในช่วงปลายปีนี้ ส่งผลให้หลายคนเริ่มจับตามองจุดเปลี่ยนของอุตสาหโฆษณาว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน ผู้เล่นหน้าใหม่ที่จะเข้ามาเป็นหนึ่งในช่องฟรีทีวีหลังประกาศออกอากาศทีวีดิจิตอลจะมีคอนเทนต์สู้กับผู้เล่นรายเก่าหรือไม่ถือเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง
แต่จากการประเมินสถานการณ์ของทั้งผู้ประกอบการในธุรกิจทีวีและเอเยนซี ล้วนแต่ให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันคือ ช่องฟรีทีวีหลักอย่างช่อง 3 และช่อง 7 จะถูกแบ่งแชร์เม็ดเงินโฆษณาอย่างแน่นอน เนื่องจากผู้บริโภคมีทางเลือกในการรับชมรายการมากขึ้น เพราะจากเดิมฟรีทีวีของไทยจะมีเพียง 6 ช่อง แต่หลังจากมี 24 ช่องทีวีดิจิตอลเข้ามา จะทำให้ประเทศไทยมีฟรีทีวีเพิ่มขึ้นเป็น 30 ช่อง
ปัจจุบันเจ้าของสินค้ายังคงเลือกที่จะใช้บริการโฆษณาผ่านสื่อฟรีทีวีคิดเป็นอัตราส่วนมากถึง 86% ส่วนที่เหลืออีก 14% อยู่ที่ทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวี ยิ่งไปกว่านั้นเม็ดเงินโฆษณาก้อนใหญ่ที่อยู่ในฟรีทีวีสัดส่วน 63% ของอยู่ที่ 2 ช่องหลักอย่างช่อง 3 และช่อง 7 ส่งผลให้ปัจจุบันราคาโฆษณาของทั้ง 2 ช่องสูงลิบลิ่วเมื่อเทียบกับเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียว เนื่องจาก 2 ช่องฟรีทีวีดังกล่าวมีราคาโฆษณาช่วงไพร์มไทม์สูงถึง 4.85 แสนบาทต่อนาที ขณะที่เคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมมีราคาโฆษณาสูงสุดอยู่ที่ 2 หมื่นบาทต่อนาที







