posttoday
ต่างภาษา

ต่างภาษา

26 มิถุนายน 2556

ตั้งแต่ข่าวการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนกลายเป็น “ข่าวกระแส” การเรียนภาษาไม่ว่าจะภาษาที่ 2 ภาษาที่ 3 (ตลอดจนภาษาที่ 4 5 6 7) ก็กลายเป็นเทรนด์ยอดฮิตในสังคมไทยทุกระดับ บางคนบริษัทส่งไปเรียน บางคนพ่อแม่เคี่ยวเข็ญให้ไปเรียน ขณะที่บางคนดิ้นรนไปเรียนเอง

ตั้งแต่ข่าวการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนกลายเป็น “ข่าวกระแส” การเรียนภาษาไม่ว่าจะภาษาที่ 2 ภาษาที่ 3 (ตลอดจนภาษาที่ 4 5 6 7) ก็กลายเป็นเทรนด์ยอดฮิตในสังคมไทยทุกระดับ บางคนบริษัทส่งไปเรียน บางคนพ่อแม่เคี่ยวเข็ญให้ไปเรียน ขณะที่บางคนดิ้นรนไปเรียนเอง

แต่ไม่ว่าเราจะไปเรียนเพราะใครส่งไป คำถามที่ต้องตอบให้ได้ คือเป้าหมายในการนำไปใช้ประโยชน์คืออะไร จำเป็นหรือไม่ที่ต้องเรียนภาษานั้น ที่สำคัญคือเรียนแล้ว “รู้จริง” ขนาดไหน

เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมเดินทางไปกรุงกัวลาลัมเปอร์เพื่อร่วมงานสัมมนาใหญ่ ที่จัดโดยกลุ่มซีไอเอ็มบีมาเลเซีย ระหว่างมื้อบนโต๊ะอาหาร ผมจึงถือโอกาสถามไถ่ความแตกต่างระหว่างบาฮาซามาเลเซียและบาฮาซาอินโดนีเซียในมุมของ “คนใน” เพราะที่ผ่านมาเคยได้ยินกระแสหลายแบบ เช่น บาฮาซามาเลเซียสุภาพกว่าบาฮาซาอินโดนีเซีย

คำตอบที่ผมได้รับจากผู้สื่อข่าวอินโดนีเซีย คือเขาไม่ได้รู้สึกว่าภาษาใดสุภาพกว่าภาษาใด แต่เมื่อได้เห็นป้ายโฆษณาบาฮาซามาเลเซียระหว่างทางมาโรงแรมที่จัดสัมมนา ได้ยินคนใช้บาฮาซามาเลเซียคุยกัน ก็ทำให้เขารู้สึกตลกขบขันกับภาษาของอีกฝ่าย เพราะคำบางคำมีความหมายต่างกันมาก

ผู้สื่อข่าวมาเลเซียเสริมว่า บาฮาซามาเลเซียในหนังย้อนยุค ค่อนข้างคล้ายกับบาฮาซาอินโดนีเซียในปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี ยังมีผู้สื่อข่าวอินโดนีเซียอีกคนหนึ่งย้ำขึ้นมาว่า ชาวมาเลเซียและอินโดนีเซียยังสามารถเข้าใจกันได้ ภายใต้รากฐานของภาษานี้ เช่น ตอนเขาสัมภาษณ์ผู้บริหารของซีไอเอ็มบีมาเลเซีย เขาก็ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ แต่ใช้บาฮาซาอินโดนีเซีย

เรื่องนี้สะท้อนว่า ท่านใดที่เรียนบาฮาซามาเลเซียหรือบาฮาซาอินโดนีเซียน่าจะคุ้มกว่าภาษาอื่น เพราะแม้ “ต่างภาษา” กัน จะมีคำศัพท์ไม่รื่นหูของอีกฝ่ายบ้าง แต่ท้ายที่สุดก็ยังเข้าใจกันได้ และที่สำคัญยังสร้างความใกล้ชิดได้มากกว่า “ภาษาอังกฤษ” (แน่นอนว่าประโยชน์จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อท่านมีเป้าหมายการนำไปใช้)

พูดถึงการใช้ภาษาอังกฤษ เมื่อวันก่อนผมไปร่วมงานค่ายเยาวชนอาเซียน ภายในงานมีจัดให้เยาวชนแต่ละชาติขึ้นนำเสนอสถานการณ์และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนในประเทศตัวเองเป็นภาษาอังกฤษ

สิ่งที่ผมพบ คือแต่ละชาตินำเสนอเป็นภาษาอังกฤษกันได้อย่างฉะฉาน

ขณะที่ภาพรวมเด็กไทยทั้งประเทศนั้น แม้จะมีบางส่วนที่พอพูดภาษาอังกฤษได้ แต่ในจำนวนดังกล่าวนั้น มีคนอยู่น้อยมาก (ถึงน้อยที่สุด) ที่สามารถออกไปยืนนำเสนอได้อย่างฉะฉาน ได้ถึงแก่นได้ถึงอรรถรสของประเด็นหนักๆ

ที่สำคัญคือผู้ที่สามารถนำเสนอเป็นภาษาอังกฤษได้ดีของบ้านเราส่วนใหญ่ “ต่างศึกษา” ด้วยตัวเอง ไม่ได้เกิดจากการศึกษาในระบบ สาเหตุคือระบบของเราเน้นสอนแต่เรื่องไวยากรณ์หรือแกรมมา เด็กจึง “เก่งสอบ” มากกว่า “เก่งพูด”

การศึกษาวิชากลุ่มภาษาต่างประเทศของไทยนับจากนี้ จึงควรให้ความสำคัญกับ “การพูด” ในทุกช่วงชั้น และตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ผมคิดว่าเราต้องมีวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการนำเสนอ (English for Presentation) แทรกอยู่ทุกภาคเรียน ให้เกิดการยกระดับภาษาพร้อมกันทั้งประเทศ ไม่ใช่รอให้เด็กบางคนพูดได้เพราะฝึกเอง

ฟากวิศวะและสถาปนิกยังบ่นมาแล้วนะครับว่า บุคลากรของเรา “นำเสนอ” สู้ต่างชาติไม่ได้เลย

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ