
วิกฤตสิ่งแวดล้อมสิงคโปร์วิกฤตสิ่งแวดล้อมสิงคโปร์
ปัจจุบันสิงคโปร์ได้เผชิญกับสถานการณ์มลพิษขั้นร้ายแรงจากควันจากการเผาป่าในอินโดนีเซียนับตั้งแต่วันจันทร์ที่ 17 มิ.ย. 2556 เป็นต้นมา โดยสถานการณ์ถึงขั้นวิกฤตเมื่อวันศุกร์ที่ 21 มิ.ย. 2556 เนื่องจากค่ามลพิษ PSI ได้เพิ่มสูงมากเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 401 ทุบสถิติเดิมที่ระดับ 226 เมื่อปี 2540 ซึ่งเป็นระดับที่เป็นอันตรายมาก
ปัจจุบันสิงคโปร์ได้เผชิญกับสถานการณ์มลพิษขั้นร้ายแรงจากควันจากการเผาป่าในอินโดนีเซียนับตั้งแต่วันจันทร์ที่ 17 มิ.ย. 2556 เป็นต้นมา โดยสถานการณ์ถึงขั้นวิกฤตเมื่อวันศุกร์ที่ 21 มิ.ย. 2556 เนื่องจากค่ามลพิษ PSI ได้เพิ่มสูงมากเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 401 ทุบสถิติเดิมที่ระดับ 226 เมื่อปี 2540 ซึ่งเป็นระดับที่เป็นอันตรายมาก
กรณีเช่นนี้ เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วย ต้องอยู่แต่ภายในอาคารและปิดประตูหน้าต่างเท่านั้น ส่วนบุคคลทั่วไปต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งน้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ทั้งนี้ แม้แต่อยู่ในอาคารแล้ว หมอกควันยังสามารถแทรกซึมเข้ามาได้บางส่วน
ไม่เพียงแต่ปัญหาหมอกควันเท่านั้น นับตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา สิงคโปร์ต้องเผชิญกับการระบาดครั้งใหญ่ของไข้เลือดออก โดยนับถึงวันที่ 21 มิ.ย. 2556 มีคนสิงคโปร์ติดโรคนี้ไปแล้ว 10,764 คน ซึ่งนับว่ามากเปรียบเทียบกับประชากรกว่า 4 ล้านคนของทั้งประเทศ และอาจจะทำลายสถิติปี 2548 ที่มีคนสิงคโปร์ติดโรคนี้มากถึง 14,209 คนจนรัฐบาลต้องเร่งรณรงค์ส่งข้าราชการไปตรวจสอบแหล่งที่อาจเพาะพันธุ์ยุง นอกจากนี้ ยังประกาศเตือนแก่เจ้าของบ้านเรือนให้กวดขันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงภายในบ้าน มิฉะนั้นจะถูกลงโทษตามกฎหมายสิงคโปร์ คือจำคุก 3 เดือนและโทษปรับอีกด้วย
รายงานข่าวข้างต้นได้เผยแพร่ไปทั่วโลก ส่งผลกระทบอย่างมากต่อภาพลักษณ์ของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางธุรกิจของภูมิภาค เนื่องจากจะทำให้นักธุรกิจต่างชาติหลีกเลี่ยงเดินทางมาติดต่อธุรกิจยังสิงคโปร์ ซึ่งปัจจุบันเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัทข้ามชาติจะนิยมตั้งสำนักงานภูมิภาคในสิงคโปร์เพื่อกำกับดูแลบริษัทในเครือในประเทศอื่นๆ ของอาเซียน เช่น ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฯลฯ เนื่องจากสาเหตุหลายประการ
ประการแรก กฎหมายและกฎระเบียบของสิงคโปร์เอื้ออำนวยต่อการดำเนินธุรกิจ การอนุมัติอนุญาตต่างๆ รวดเร็วทันใจ ซึ่งนับเป็นจุดอ่อนสำคัญของไทย ซึ่งมีกฎระเบียบจุกจิกมากมาย แม้ประชุมแล้วประชุมอีกเพื่อแก้ไขปัญหา แต่ยังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร
ประการที่สอง รัฐบาลกล้าตัดสินใจ ข้าราชการมีแนวคิดสมัยใหม่ในเชิงธุรกิจ ไม่ได้มีลักษณะเป็นเจ้าขุนมูลนายคิดแต่เรื่องกำหนดกฎระเบียบเหมือนกับในบางประเทศซึ่งนับเป็นความสำเร็จของการพัฒนาวัฒนธรรมของระบบข้าราชการสิงคโปร์ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว ข้าราชการจำนวนมากก็ไม่ได้เป็นชาวสิงคโปร์แต่อย่างใด แต่เป็นชาวต่างชาติ โดยเฉพาะจากมาเลเซีย
ประการที่สาม โครงสร้างพื้นฐานดีเยี่ยม ไม่ว่า ท่าเรือ ท่าอากาศยาน โทรคมนาคม ระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ฯลฯ มีการวางแผนล่วงหน้า ทำให้ไม่เกิดการแออัด เป็นต้นว่าเมื่อเราเดินทางไปยังท่าอากาศยานชางกีของสิงคโปร์ คิวสั้นมาก จะผ่านตรวจคนเข้าเมืองภายในเวลาเพียงแค่ไม่กี่นาที เมื่อผ่านออกไปแล้ว ส่วนใหญ่แล้วจะพบกระเป๋าอยู่บนสายพานแล้ว ไม่ต้องรอกระเป๋าให้เสียเวลา และเมื่อออกมาภายนอกไม่ต้องเจอแท็กซี่ป้ายดำหลอกลวงผู้โดยสารเหมือนกับในบางประเทศ
ประการที่สี่ ภาษีต่ำ โดยปัจจุบันภาษีเงินได้นิติบุคคลของสิงคโปร์อยู่ที่ระดับ 17% ขณะที่ไทยแม้ลดลงจาก 30% เหลือ 23% ในปี 2555 และลดลงอีกเหลือ 20% ในปี 2556 แต่ยังคงสูงกว่าสิงคโปร์ ส่วนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยเป็นขั้นบันได โดยมีอัตราสูงสุด 35% ขณะที่สิงคโปร์อัตราสูงสุดเพียงแค่ 20% เท่านั้น ทำให้คนเงินเดือนสูงๆ และบรรดามหาเศรษฐีจากประเทศต่างๆ นิยมไปทำงานและอาศัยอยู่ในสิงคโปร์
ประการที่ห้า คุณภาพชีวิตดีเยี่ยม ไม่ต้องอื่นไกล เมื่อเรานั่งรถยนต์จากท่าอากาศยานชางกีเข้ามายังตัวเมืองสิงคโปร์ ถนนเต็มไปด้วยความร่มรื่นเนื่องจากมีต้นไม้ริมทางจำนวนมาก ขณะเดียวกันมลพิษทางอากาศน้อยกว่าไทยมาก แม้แต่ในย่านศูนย์กลางทางธุรกิจของสิงคโปร์ เราสามารถนั่งบนม้านั่งอยู่ริมถนนได้อย่างสบายใจ ไม่เผชิญกับกลิ่นเหม็นและฝุ่นจากท่อไอเสียเหมือนกับประเทศไทย แต่เหตุการณ์จากหมอกควันและไข้เลือดออกครั้งนี้ กระทบต่อภาพลักษณ์ของสิงคโปร์ในด้านคุณภาพชีวิตค่อนข้างมาก
ความจริงแล้วปัจจัยในด้านคุณภาพชีวิตตามข้อ 5 ของไทยก็ไม่ด้อยกว่าสิงคโปร์เท่าใดนัก โดยไทยมีจุดเด่นอีกแบบ คือ มีแหล่งบันเทิงจำนวนมาก ค่าครองชีพต่ำ อาหารการกินหลากหลาย คนไทยมีอัธยาศัยดี ฯลฯ ดังนั้น แม้ว่าไทยจะมีมลพิษจำนวนมากก็ตาม แต่สำหรับชาวต่างชาติส่วนใหญ่แล้ว จะนิยมมาพักอาศัยและทำงานประเทศไทยมากกว่าสิงคโปร์ หากไทยแก้ไขจุดอ่อนเกี่ยวกับปัจจัย 4 ข้อแรกได้สำเร็จ ก็น่าจะทำให้ความฝันของไทยที่จะเป็นศูนย์กลางธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นจริงได้ในอนาคต







