posttoday
SPCG เป็นไท ปลดล็อกปันผลลงทุน ลุยซาอุฯ

SPCG เป็นไท ปลดล็อกปันผลลงทุน ลุยซาอุฯ

24 มิถุนายน 2556

ทันทีที่บริษัท เอสพีซีจี (SPCG) ประกาศจะแปลงใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้น หรือวอร์แรนต์ (SPCGW1) เร็วขึ้นเป็นภายในปีนี้ จากกำหนดเดิมจะเกิดขึ้นในปี 2558 ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นของบริษัทอย่างหนัก เพราะนักลงทุนกังวลว่าจะได้รับผลกระทบต่อสัดส่วนของผู้ถือหุ้น และกำไรต่อหุ้น (ไดลูชั่นเอฟเฟกต์) รวมถึงภาวะตลาดหุ้นโดยรวมรูดลงแรง จนล่าสุดราคาหุ้น SPCG ลงมาซื้อขายแถว 20 บาท จากก่อนหน้า 30 บาทเศษ โดยปัจจัยพื้นฐานของบริษัทไม่ได้แย่ลงเลย

ทันทีที่บริษัท เอสพีซีจี (SPCG) ประกาศจะแปลงใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้น หรือวอร์แรนต์ (SPCGW1) เร็วขึ้นเป็นภายในปีนี้ จากกำหนดเดิมจะเกิดขึ้นในปี 2558 ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นของบริษัทอย่างหนัก เพราะนักลงทุนกังวลว่าจะได้รับผลกระทบต่อสัดส่วนของผู้ถือหุ้น และกำไรต่อหุ้น (ไดลูชั่นเอฟเฟกต์) รวมถึงภาวะตลาดหุ้นโดยรวมรูดลงแรง จนล่าสุดราคาหุ้น SPCG ลงมาซื้อขายแถว 20 บาท จากก่อนหน้า 30 บาทเศษ โดยปัจจัยพื้นฐานของบริษัทไม่ได้แย่ลงเลย

วันดี กุญชรยาคง กรรมการผู้จัดการใหญ่ SPCG เปิดเผยว่า ไม่อยากให้ผู้ถือหุ้นกังวลกับผลกระทบช่วงสั้นๆ ที่เกิดขึ้นจากการแปลงสภาพวอร์แรนต์ แต่ต้องการให้มองถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับในระยะยาว ซึ่งการตัดสินใจแปลงวอร์แรนต์ก่อนกำหนด เพราะต้องการทำให้โครงสร้างเงินทุนมีความแข็งแกร่ง และปลดล็อกเงื่อนไขต่างๆ ของเงินกู้ที่ทำไว้กับเจ้าหนี้ที่เป็นธนาคารพาณิชย์ และเตรียมความพร้อมในการขยายธุรกิจต่างๆ รวมถึงการออกไปรับงานในต่างประเทศด้วย

ล่าสุด เพิ่งกลับมาจากการไปลงนามในบันทึกความเข้าใจ ทำโซลาร์ฟาร์มที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย ที่ตามแผนจะทำโซลาร์ฟาร์มประมาณ 4 หมื่นเมกะวัตต์

ทั้งนี้ หากบริษัทไม่ออกไปลงทุนต่างประเทศก็จะเติบโตลำบาก เพราะในครั้งแรกของการกระโดดเข้ามาทำธุรกิจโซลาร์ฟาร์ม บริษัทต้องกู้เงินจากธนาคาร กสิกรไทย เพราะนอกจากกู้เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแล้ว ธนาคารกสิกรไทยยังปล่อยกู้เพื่อให้มาเป็นทุนในวงเงินทั้งหมด 3,300 ล้านบาท นับเป็นกรณีแรกที่บริษัทได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากธนาคารพาณิชย์เพื่อเป็นเงินทุน และด้วยเงินกู้ก้อนนี้ที่ทำให้ SPCG สามารถทำโซลาร์ฟาร์มได้ตามแผนที่วางไว้

อย่างไรก็ตาม การปล่อยกู้ส่วนทุนของธนาคารก็มีเงื่อนไขที่ถูกล็อก ว่าบริษัทห้ามนำเงินออกไปลงทุนอื่นๆ อีก และดอกเบี้ยเงินกู้ก็ถูกคิดในอัตราที่สูงกว่าดอกเบี้ยปกติทั่วไป ซึ่งในส่วนของ SPCG นั้น ธนาคารให้วงเงินกู้ 3,300 ล้านบาท แต่เบิกใช้จริงประมาณ 3,000 ล้านบาท ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่ 11% 9% และ 7% ต่อปี ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 78% ดังนั้นบริษัทจึงตัดสินใจที่จะเรียกแปลงวอร์แรนต์เพื่อนำเงินประมาณ 280 ล้านบาท ที่คาดว่าจะได้รับไปคืนหนี้เงินกู้

นอกจากนี้ มีแผนที่จะออกหุ้นกู้ประมาณ 500 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้บริษัท ทริสเรทติ้ง กำลังจัดอันดับความน่าเชื่อถือให้อยู่ รวมถึงการออกกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ได้ยื่นไฟลิ่งต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้ว และอยู่ระหว่างรอ ก.ล.ต.มาตรวจเยี่ยมกิจการ ซึ่งคาดว่าจะได้รับเงินจากกองทุนนี้ประมาณ 1,400 ล้านบาท ซึ่งเงินทั้งหมดที่ระดมได้ก็จะนำไปคืนหนี้เงินกู้ส่วนทุนที่มีกับธนาคาร และจะทำให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) ลดมาต่ำมาก จากเดิม 3 เท่ากว่าๆ ก็ลงมาต่ำกว่า 1 เท่า

วันดี กล่าวว่า ที่สำคัญการตัดสินใจคืนหนี้ก่อนสัญญาจะทำให้บริษัทสามารถปลดล็อกกับธนาคารในเรื่องของการออกไปลงทุนได้ เพราะขณะนี้บริษัทมีแผนงานชัดเจนในการจะออกไปทำโซลาร์ฟาร์มที่ประเทศซาอุฯ และหากบริษัทสามารถออกไปลงทุนได้ ก็จะเป็นการสร้างความมั่นคง และทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืนและมั่นคงในอนาคต

ทั้งนี้ การออกไปลงทุนที่ซาอุฯ เริ่มมีความชัดเจนขึ้น หลังจากช่วง 6 เดือนก่อนหน้าได้เดินทางร่วมคณะนายกรัฐมนตรีไปดูไบ ซึ่งได้ไปพบกับกลุ่มทุนจากประเทศซาอุฯ ที่มีแนวคิดจะทำโซลาร์ฟาร์ม และล่าสุดเมื่อช่วงกลางเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา บริษัทได้เดินทางไปร่วมลงนามในสัญญาความร่วมมือกับ 3 ฝ่าย คือ บริษัท เซียวเคียวล่า SPCG และกลุ่มบริษัท และบริษัท มาลาเซล จากซาอุฯ ซึ่งหลังจากนี้บริษัทก็ต้องเตรียมความพร้อมทุกด้าน

“ไม่อยากให้ผู้ถือหุ้นกังวลเรื่องไดลูชั่นมากนักเพราะเป็นผลกระทบช่วงสั้นๆ ผลที่ได้ในระยะยาวคุ้มค่ามาก การคืนหนี้เร็วกว่ากำหนด นอกจากปลดล็อกเงื่อนไขต่างๆ แล้ว ต้นทุนการเงินก็ลดลง ซึ่งในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ ตัดสินใจครั้งนี้เพื่อต้องการสร้างการเติบโตที่มั่นคงของธุรกิจ และส่วนตัวได้ซื้อหุ้น SPCG เหมือนกัน จำนวน 4.24 แสนหุ้น ที่ราคา 24.99 บาท เพราะมั่นใจในอนาคตของธุรกิจ” วันดี กล่าว

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ