
ของฟรี...มีอยู่จริง
ของฟรีอย่างแรก คือ “ได้ฟรี” เพราะเป็น “ฉลาดรวยด้วยเงินคนอื่น” จักรพงษ์ เมษพันธุ์ และเกียรติศักดิ์ ลีลาวโรภาส แปลและเรียบเรียง
ของฟรีอย่างแรก คือ “ได้ฟรี” เพราะเป็น “ฉลาดรวยด้วยเงินคนอื่น” จักรพงษ์ เมษพันธุ์ และเกียรติศักดิ์ ลีลาวโรภาส แปลและเรียบเรียงจาก OPM–Other People’s Money โดย Michael A. Lechter
“ไมค์” บอกว่า สิ่งที่เขียนจะลบความเชื่อเดิมๆ ที่ว่า “ต้องใช้เงินต่อเงิน” ซึ่งทำให้คนจำนวนมากที่อยากจะทำธุรกิจไม่กล้าจะก้าวต่อ เพราะไม่มีเงินทุน
“แม้ว่าเงินทุนจะเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญสู่ความสำเร็จของทุกธุรกิจ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า คุณจะต้องเริ่มต้นสร้างธุรกิจด้วยเงินเสมอไป หรืออาจไม่จำเป็นว่า เงินนั้นต้องเป็นของคุณเองก็ได้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว คุณสามารถ... ทำได้ด้วยเงินของคนอื่น หรือทรัพยากรของคนอื่น”
แต่ไมค์ บอกว่า แต่ถ้าหวังจะใช้เงินของคนอื่น ก็ไม่ใช่นั่งอยู่เฉยๆ แล้วหวังว่าปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้น แต่เราต้อง “มีกึ๋น” มีไอเดีย หรือมีแนวคิดทางธุรกิจที่ดี (ซึ่งยังหมายรวมถึงจุดแข็ง หรือทักษะที่เรามีอยู่อีกด้วย) และยังต้องเต็มใจที่จะทำงานหนักในฐานะผู้ประกอบการอีกด้วย ซึ่งหากทำได้แบบนี้แล้ว โอกาสที่จะได้เงินของคนอื่นมาร่วมธุรกิจได้ไม่ยาก
เพราะแหล่งที่มาของ ‘เงินของคนอื่น’ มีอยู่มากมากหลายแหล่ง
บัตรเครดิต : วงเงินในบัตรเครดิตสามารถนำมาใช้เป็น “เงินทุนหมุนเวียน” ได้แบบฟรีๆ เพราะถ้าบริหารจัดการได้ดี ชำระตรงเวลา ไม่มียอดค้างชำระ ก็ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย แต่ต้องระวังด้วย เพราะถ้าบริหารจัดการไม่ดีมียอดค้างชำระก็ต้องจ่ายดอกเบี้ย (สูงเสียด้วย)
เพื่อนๆ และครอบครัว : คนใกล้ตัวนี่ล่ะแหล่งเงินทุนชั้นยอด เพราะเข้าถึงได้ง่ายและมักจะร่วมลงทุนด้วยความ “เชื่อใจ” เพราะฉะนั้นต้องรับผิดชอบต่อความไว้ใจและใช้เงินทุนอย่างระมัดระวัง อย่าทำลายความเชื่อใจของเพื่อนๆ และครอบครัว
พนักงาน : อย่าคิดว่าเราจะต้องจ่ายเงินให้กับพนักงานเพียงอย่างเดียว เพราะพนักงานเป็นแหล่งเงินทุนได้เช่นเดียวกัน เช่น การให้หุ้นแลกกับค่าจ้าง ซึ่งการยอมให้พนักงานเข้ามาร่วมเป็นหุ้นส่วน ยังทำให้พนักงานเปลี่ยนความรู้สึกจากการทำงานในฐานะลูกจ้างมาเป็นเจ้าของกิจการอีกด้วย
นักลงทุนใจดี : “คนรวย” ที่พร้อมจะสนับสนุนคนรุ่นใหม่มีไอเดียดีมีอยู่มากมาย (แค่เราต้องหาให้เจอ) แต่การจะนำเงินของคนกลุ่มนี้มาร่วมลงทุนจะต้องมีดีมากกว่าแค่ “ไอเดีย” เพราะต้องมีแผนธุรกิจที่มีความเป็นไปได้ และสามารถทำกำไร เพื่อให้พวกเขาได้ผลตอบแทนจากการร่วมลงทุนในระยะเวลาประมาณ 57 ปี
เครือข่ายของนักลงทุนใจดี : บางที “คนรวย” ก็มากันเป็นกลุ่ม ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการร่วมลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ที่มีอนาคตดี
คู่ค้า : คู่ค้าก็มีโอกาสเป็น “นักลงทุนใจดี” ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นอย่ามองข้าม นอกจากนี้คนที่ขายสินค้าให้อาจจะให้เครดิตเทอมที่นานขึ้น และลูกค้าอาจจะชำระเงินล่วงหน้า
การซื้อขายบัญชีลูกหนี้ : หรือเรียกว่า “แฟกเตอริ่ง” เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่สามารถนำมาบริหารสภาพคล่องได้ เพราะเมื่อนำบัญชีลูกหนี้ไปขาย ก็จะได้รับเงินสดมาเร็วขึ้น แต่ต้องยอมแลกด้วยส่วนลดที่ผู้ซื้อจะหักไว้เป็นค่าธรรมเนียม
ธนาคาร : เงินกู้จากธนาคารน่าจะเป็นแหล่งเงินกู้แหล่งแรกที่ผู้ประกอบการคิดถึง ซึ่งในปัจจุบันธนาคารค่อนข้างแข่งกันให้บริการลูกค้า “เอสเอ็มอี” มากขึ้น มีทั้งให้กู้ด่วน กู้ได้หลายเท่าของหลักประกัน ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ไม่ได้โหดร้าย
สหกรณ์ : สำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่เพิ่งจะเริ่มต้น โดยเฉพาะเมื่อเริ่มต้นไปพร้อมๆ กับการทำงานประจำ “เงินกู้สหกรณ์” เป็นอีกแหล่งเงินทุนอีกแหล่งหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะอัตราดอกเบี้ยไม่สูงนัก
กองทุนที่จัดตั้งขึ้นเป็นพิเศษ : ในประเทศไทยมีกองทุนที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการหลายประเภท โดยเฉพาะผู้ประกอบการใหม่ ผู้ประกอบการที่มีการพัฒนาด้านนวัตกรรม ซึ่งอาจจะมาในรูปของเงินให้เปล่า และเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ
กองทุนร่วมทุน : สำหรับธุรกิจใหม่อย่าลืมมองหาการร่วมทุนจาก “กองทุนร่วมทุน” ซึ่งตอนนี้มีอยู่หลายกองทุนที่พร้อมจะสนับสนุนเงินทุนให้กับธุรกิจเกิดใหม่ ที่มีแนวโน้มดี มีโอกาสทำกำไรในอนาคต ซึ่งทำให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนเมื่อขายหุ้นออก นอกจากจะร่วมลงทุนแล้ว กองทุนร่วมทุนยังอาจจะให้การสนับสนุนด้านความรู้ ช่องทางธุรกิจที่เป็นประโยชน์อีกด้วย
หน่วยงานรัฐ : ภาครัฐเองก็มีเงินทุนสนับสนุนธุรกิจให้กับผู้ประกอบการในหลายรูปแบบและหลายหน่วยงาน เช่น การให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ การค้ำประกันเงินกู้ และสนับสนุนธุรกิจที่มีการวิจัยและพัฒนา
แต่การคิดจะใช้ “เงินคนอื่น” ต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะในบางสถานการณ์ “เงินคนอื่น” ก็ไม่เหมาะและต้องตัดสินใจด้วยว่า แค่ไหนถึงจะเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างเงินตัวเองกับเงินคนอื่น และเมื่อไรควรใช้เงินตัวเอง เมื่อไรควรใช้เงินคนอื่น
ที่สำคัญ “เงินคนอื่น” อาจจะไม่ได้ฟรีเสมอไป
ของฟรีอย่างที่สอง คือ ให้ฟรี เพราะเป็น “สารพัดวิธีรวยด้วย ‘ฟรี’” ณงลักษณ์ จารุวัฒน์ แปลและเรียบเรียงจาก Free โดย Chris Anderson
ครั้งแรกที่เห็นชื่อหนังสือเล่มนี้ ก็แอบคิดในใจเหมือนกันว่า “ถ้าให้ฟรีแล้วจะมีรายได้มาจากไหน จะรวยได้อย่างไร” และนั่นก็เป็นคำถามที่ทำให้ต้องหยิบหนังสือขึ้นมาเปิดอ่าน ซึ่งต้องบอกว่า เมื่อเปิดอ่านก็เหมือนได้เปิดโลกใหม่ เพราะรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ และสิ่งที่รู้แล้วก็ได้รู้ลึกยิ่งขึ้น
พร้อมกับคำยืนยันว่า “ธุรกิจมีกำไรได้จริง แม้ว่าจะให้ฟรี”
จริงๆ แล้วคำตอบก็อยู่ใกล้ๆ ตัวนี่เอง เพราะหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ก็นำโมเดลฟรีมาใช้เช่นกัน โดยการแจกหนังสือ “Smart Finance” ให้คนอ่านได้อ่านฟรีทุกเดือน และยังมีหนังสือพิมพ์ M2F ที่แจกฟรีทุกวันจันทร์ศุกร์ ซึ่งโมเดลธุรกิจ “ฟรี” แบบนี้ไม่ใช่แค่ WinWin แต่เป็น WinWinWin เพราะได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย และที่สำคัญลูกค้า หรือคนอ่าน ได้ฟรีจริงๆ
ในหนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีโมเดลฟรีอยู่แบบเดียว แต่ “ฟรีมีเป็นล้านรูปแบบ” แต่ “คริส” แบ่งรูปแบบของฟรีออกเป็น 4 แบบ ที่อยู่ภายใต้แนวคิดเดียวกัน คือ การโอน หรือการผลักภาระต้นทุนจากสิ่งหนึ่งไปให้อีกสิ่งหนึ่ง (CrossSubsidy)
ฟรีแบบที่ 1 : ผลักภาระต้นทุนจากสินค้าหนึ่งไปอีกสินค้าหนึ่ง
สิ่งที่ให้ฟรี คือ สินค้า หรืออะไรก็ได้ที่ทำให้อยากซื้อสินค้าอีกอย่างหนึ่งและคนที่จะได้ฟรี คือ คนที่ยอมจ่ายเงินซื้อ
ฟรีรูปแบบนี้เห็นได้บ่อยๆ ในห้างสรรพสินค้า ได้แก่ โปรโมชั่น ซื้อ 1 แถม 1 หรือกรณีรับของสมนาคุณฟรี เมื่อซื้อสินค้า หรือส่งให้ฟรี เมื่อซื้อสินค้าครบตามจำนวนที่กำหนดไว้ หรือการแจกสินค้าตัวอย่างให้ทดลองใช้ฟรี รวมถึงบริการจอดรถฟรีในห้างสรรพสินค้าด้วย
ในขณะที่ธุรกิจคอมพิวเตอร์ก็นำโมเดลนี้มาใช้เช่นกัน โดยการแจกซอฟต์แวร์ฟรี แต่ขายฮาร์ดแวร์ เช่น ขายคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการฟรี หรือธุรกิจโทรศัพท์ ที่แจกโทรศัพท์ฟรี แต่คิดค่าบริการ หรือจะสลับกันโดยให้โทรฟรี แต่ขายโทรศัพท์
ฟรีแบบที่ 2 : ระบบการตลาด 3 ฝ่าย
การให้ฟรีในรูปแบบนี้มีคนเข้ามาเกี่ยวข้อง 3 ฝ่าย โดยมีฝ่ายที่ 3 เป็นผู้จ่ายเงินให้ฝ่ายที่ 1 ให้สินค้าหรือบริการฟรี (หรืออะไรก็ได้) ให้กับฝ่ายที่ 2
โมเดลนี้มีให้เห็นกันอยู่มากในธุรกิจ “สื่อสารมวลชน” โดยเฉพาะวิทยุและโทรทัศน์ที่ใช้วิธีนี้มานาน รวมทั้งหนังสือพิมพ์แจกฟรี เพราะผู้ผลิตคอนเทนต์ทำให้คนดู คนฟัง และคนอ่าน สามารถดูโทรทัศน์ ฟังวิทยุ และอ่านหนังสือพิมพ์ฟรี โดยมีบริษัทเจ้าของสินค้าหรือบริการเป็นคนจ่ายเงินให้ (ด้วยการซื้อพื้นที่ หรือเวลาโฆษณา)
นอกจากนี้ เว็บไซต์ต่างๆ ให้ข้อมูลฟรีก็ใช้โมเดลนี้เช่นกัน ซึ่งอาจจะไม่ได้มีรายได้จากค่าโฆษณาเพียงอย่างเดียว แต่อาจจะมีรายได้จากการขายข้อมูล การให้บริการเสริม และการขายสินค้า
ในขณะที่สินค้าอื่นๆ ก็สามารถนำโมเดลฟรีนี้ไปใช้ได้ เช่น บัตรเครดิตที่ฟรีค่าธรรมเนียม ผู้ถือบัตรใช้บัตรฟรี แต่ธนาคารจะไปเก็บค่าธรรมเนียมจากร้านค้าที่รับบัตรแทน รวมถึงบริการประเภทเด็กดูฟรี ผู้ใหญ่เสียเงินด้วย
ฟรีแบบที่ 3 : ฟรีเมี่ยม (Freemium)
โมเดล “ฟรีเมี่ยม” นี้จะแจกสินค้า หรืออะไรก็ได้ พ่วงมากับสินค้าระดับพรีเมี่ยม โดยแจกให้กับลูกค้าทั่วไป ซึ่งโมเดลนี้มีอยู่หลายรูปแบบ
ในเว็บไซต์ที่ให้บริการข้อมูล อาจจะให้ข้อมูลพื้นฐานฟรี แต่ถ้าต้องการข้อมูลที่ละเอียดขึ้นต้องจ่ายเงินซื้อ หรือให้อ่านในเว็บไซต์ฟรี แต่พิมพ์ออกเป็นเล่มขาย เช่น เว็บไซต์ของสำนักพิมพ์หนังสือนิยาย
เกมส์ออนไลน์ก็ใช้รูปแบบนี้เช่นกัน โดยให้เล่นเกมส์ออนไลน์ฟรีในด้านแรกๆ แต่หากต้องการเล่นต่อต้องจ่ายเงินซื้อ หรือต้องสมัครเป็นสมาชิกรายเดือน รวมทั้งการให้เล่นเกมส์ฟรี แต่ขายสินค้าหรือที่ดินในเกมส์
เว็บไซต์ที่ให้ประกาศขายสินค้าฟรี แต่ถ้าต้องการให้สินค้าโดดเด่นกว่าสินค้าของคนอื่นต้องจ่ายเงิน
นอกจากนี้ บริการให้คำปรึกษาต่างๆ ยังใช้โมเดลนี้ได้ โดยให้คำปรึกษาเบื้องต้นฟรี แต่ถ้าต้องการคำแนะนำที่ลงลึกในรายละเอียดเฉพาะบุคคลต้องจ่ายเงิน
ฟรีแบบที่ 4 : ตลาดที่ไม่ใช้เงิน
โมเดลนี้ให้ฟรี โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน และให้กับทุกๆ คน ซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น การให้ของกำนัล การบริจาคสิ่งของเพื่อการกุศล ใช้แรงงานเข้าแลก การแลกเปลี่ยนหนังสือกันอ่าน รวมทั้งของใช้มือสองประเภทต่างๆ รวมถึงบริการออนไลน์จากองค์กรไม่หวังกำไร
แม้ว่าโมเดลฟรีจะมีอยู่ 4 รูปแบบหลักๆ แต่ในธุรกิจหนึ่งไม่จำเป็นต้องใช้โมเดลใดโมเดลหนึ่งเพียงอย่างเดียว เพราะสามารถนำมาผสมกันได้ เพราะฉะนั้นจะลองเลือกไปปรับใช้สักแบบสองแบบให้เหมาะกับธุรกิจของเราดู
เพียงแต่ต้องระมัดระวังว่า “ของฟรี” อาจทำให้คนรับไม่เห็นค่าและอาจจะหยิบเพราะฟรี ไม่ใช่หยิบเพราะอยากได้ และของฟรีก็อาจทำให้คนกอบโกย กักตุน และบริโภคมากเกินไป







