posttoday
ไร้พรมแดน

ไร้พรมแดน

21 มิถุนายน 2556

ระยะนี้ “สิงคโปร์” และ “มาเลเซีย” กำลังเผชิญปัญหาหมอกควัน ที่ข้ามพรมแดนมาจากการเผาพื้นที่เพื่อทำการเกษตรใน “อินโดนีเซีย” เหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา

ระยะนี้ “สิงคโปร์” และ “มาเลเซีย” กำลังเผชิญปัญหาหมอกควัน ที่ข้ามพรมแดนมาจากการเผาพื้นที่เพื่อทำการเกษตรใน “อินโดนีเซีย” เหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเหมือนหนังเรื่องเดิมฉายวนซ้ำมาตลอดกว่า 20 ปี ภาคใต้ของไทยก็เคยประสบปัญหานี้เช่นกัน ขณะที่การแก้ไขปัญหาก็ไม่คืบหน้าไปไหน ประชาชนที่ได้รับผลกระทบต้องดูแลตัวเอง

ปัญหาหมอกควันเกิดขึ้นในฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ช่วงเดือน มิ.ย. และจะหายไปในช่วงเดือน ต.ค. ซึ่งเป็นฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ แต่ร่องรอยแห่งความเสียหายที่ทิ้งไว้กลับมหาศาล ทั้งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้คน โดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจ รวมถึงความเสียหายด้านเศรษฐกิจที่ตามมาหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ จากการยกเลิกไฟลต์บิน ปัญหาสุขภาพ และรายได้ท่องเที่ยวที่ลดวูบ

ล่าสุด ไฟไหม้บนเกาะสุมาตราส่งผลให้ปัญหาหมอกควันในสิงคโปร์และมาเลเซียอยู่ในระดับไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพ ดัชนีมาตรฐานมลภาวะ (PSI) ในสิงคโปร์วัดค่าในบางช่วงเวลาได้ 155 ส่วนดัชนีมลภาวะทางอากาศ (API) วัดค่าในมาเลเซียได้ 161 ซึ่งเกินกว่าระดับปานกลางที่อยู่ที่ 51100 ขณะที่ 101200 เป็นระดับที่ไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพส่วน 201300 เป็นระดับที่ไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพมาก และหากเกินจากนั้นแสดงว่าคุณภาพอากาศเข้าขั้นเป็นอันตราย

ก่อนหน้านี้ปัญหาหมอกควันที่รุนแรงสุดเกิดขึ้น 2 ครั้ง คือ ในปี 2540 และปี 2548 ซึ่งในเดือน ก.ย. ปี 2540 ดัชนี API วัดค่าในพื้นที่ซาราวักของมาเลเซียเกิน 600 ทำให้รัฐบาลต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน รวมทั้งสั่งให้หน่วยงานรัฐและเอกชนปิดทำการ ยกเว้นร้านขายยา คลินิก และอุตสาหกรรมบริการที่มีความจำเป็น ว่ากันว่าความเสียหายจากหมอกควันเมื่อ 16 ปีก่อนมากถึง 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วนเมื่อเดือน ส.ค. ปี 2548 ค่า API ในย่านกลางวัลเลย์แตะ 500 ทำให้โรงเรียนบางแห่งต้องงดกิจกรรมนอกหลักสูตรหรือปิดชั่วคราว รวมถึงท่าเรือนอร์ธพอร์ตและพอร์ตกลางที่ต้องปิดทำการชั่วคราว สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่น้อย

พิษภัยของหมอกควันข้ามพรมแดนที่มีต้นตอจากประเทศหนึ่งแต่ส่งผลกระทบไปยังเพื่อนบ้าน ทำให้สมาชิกอาเซียนหาวิธีแก้ปัญหาร่วมกัน โดยจัดทำความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดนที่ลงนามในปี 2545 แต่กว่า 1 ทศวรรษผ่านไป อินโดนีเซียที่เป็นต้นตอของหมอกควันยังไม่ได้ให้สัตยาบัน ซึ่งสร้างความกังขาถึงความจริงจังในการแก้ปัญหา ขณะที่อาเซียนไม่สามารถแทรกแซงหรือมีบทลงโทษใดๆ

นอกเหนือจากกลไกการแก้ไขของภาครัฐ ต้นตอของปัญหาที่หลายฝ่ายชี้นิ้วกล่าวโทษ คือ เกษตรกรรายย่อย และบริษัทที่ทำธุรกิจโดยไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ใช้วิธีเผาพื้นที่เพื่อทำการเกษตรจนไฟไหม้ขยายวงลุกลาม

บางทีการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558 อาจถึงเวลาที่เราต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเดิมๆ หากส่งผลกระทบต่อเพื่อนบ้าน เพราะหมอกควันหรือโรคภัยไข้เจ็บไม่สนใจเส้นเขตแดน

“คิดระดับโลก ทำระดับท้องถิ่น” (Think Global, act Local) ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะบุคคลหรือประเทศก็ตาม น่าจะทำให้ 10 ชาติอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน