
เปิดหลากมุม"ภูเก็ต"แม่แบบการพัฒนาสู่อาเซียน
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
“ภูเก็ตนั้นเล็ก...แต่ใหญ่ ยาก และยาว”
นี่คือประโยคที่ฟังแล้วเหมือนแย้งกัน แต่แท้จริงกลับแฝงไปด้วยการแปลความหมายและมุมมองที่ “ลึก” ของ ไมตรี อินทุสุต ผวจ.ภูเก็ต ต่อการพัฒนาเมืองเศรษฐกิจและเมืองท่องเที่ยวสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของไทย
ไมตรี อธิบายว่า ภูเก็ตมีประชากรน้อย พื้นที่ก็มีแค่ 3 อำเภอ 17 ตำบล ภูเก็ตจึงจัดว่าเล็กในเชิง “กายภาพ” แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ขยายตัวจากการเข้าสู่บริบทนานาชาติ จึงทำให้ภูเก็ตใหญ่ ยาก และยาว ในเชิงการพัฒนา “คุณภาพ”
ไมตรี วิเคราะห์ต่อไปว่า ภูเก็ตเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและหลากหลาย ไม่ได้หลากหลายเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่หลากหลายแม้กระทั่งคนทำงานในพื้นที่ เพราะจากสภาพเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภูเก็ตไม่ได้มีแต่ประชากรตามทะเบียนบ้าน 3.6 แสนคน แต่ยังมีประชากรแฝงจากพื้นที่อื่นเข้ามาทำงานอีกเท่าตัว และมีแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานอีกกว่า 1 แสนคน
เมื่อถามถึงการก้าวสู่ประชาคมอาเซียน ที่จะทำให้สังคมซับซ้อนและหลากหลายมากยิ่งขึ้น ไมตรี บอกว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยึดมั่นในทางที่ภูเก็ตใช้เติบโตมา คือ ไม่มองแต่ “ประตูได้” อย่างเรื่องเศรษฐกิจ แต่ต้องมอง “ประตูเสีย” ที่อาจส่งผลตามมาต่อสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย ดังนั้นสิ่งที่จะต้องทำให้ได้คือ การมองหา “ภูมิคุ้มกัน”
ภูมิคุ้มกันดั้งเดิมที่ภูเก็ตใช้มา คือ การสร้าง “2 ป่า” มาถ่วงดุลกัน ป่าแรก คือ ต. “ป่าตอง” พื้นที่ที่ถือเป็นสีสันของภูเก็ต เต็มไปด้วยมิติและบริบทของความเป็นนานาชาติ เป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างเต็มตัว
ขณะเดียวกันภูเก็ตได้สร้างอีกป่าหนึ่งคู่ขนานกันไป คือ ต. “ป่าคลอก” พื้นที่ที่ยังคงอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีของภูเก็ตเอาไว้อย่างเต็มรูปแบบ ทุกคนยังใช้ชีวิตบนพื้นฐานความพอเพียง ยั่งยืน ภายใต้มิติและบริบทธรรมชาติ ขณะเดียวกันก็เปิดให้มีการท่องเที่ยวเชิงนิเวศหรือท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อสร้างรายได้โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมในชุมชน เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันพร้อมขายวัฒนธรรมควบคู่กันไป
ไมตรี บอกอีกว่า การจะทำให้ภูเก็ตเติบโตไปอย่างยั่งยืนพร้อมรับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงจากการรวมตัวในสู่บริบทภูมิภาคอย่างอาเซียนและสู่บริบทโลกในอนาคต จะต้องใช้แนวทางการพัฒนา 7Gs
เริ่มด้วย 1.Green City ต้องทำให้ภูเก็ตสวย สะอาด สิ่งแวดล้อมดี ตลอดจนดำเนินกระบวนการต่างๆ ด้วยความ “เขียว” ทุกกิจกรรม 2.Give Society ต้องสร้างสังคมภูเก็ตให้เป็นสังคมแห่งการให้ แบ่งปัน เมตตาปรารถนาดี ภายใต้บริบทของสังคมที่ปรับสู่ยุคแห่งการแข่งขันมากขึ้น 3.Good Life สร้างมาตรฐานคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่คนในสังคม เกิดสังคมเข้มแข็ง มีความปลอดภัย
4.Global Knowledge ให้คนภูเก็ตรู้รอบ รู้เท่าทัน พร้อมแข่งขัน พร้อมคว้าโอกาสที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลง 5.Growing Balanced ทำให้เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เติบโตควบคู่กันไปทั้ง 3 ด้านอย่างสมดุล 6.Grass Root Focus ให้ความสำคัญกับชาวบ้าน ประชาชน เป็นรากฐานของการพัฒนา และ 7.Gold Medal ให้ภูเก็ตทะยานสู่ความเป็นเลิศ เปรียบเสมือนเมืองที่ได้รับรางวัลเหรียญทอง
ไมตรี เสริมว่า หากรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน เมืองใดก็ตามที่เกิดความหลากหลายทางสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ เช่น ภูเก็ต จะนำนโยบายของภาพรวมหรือนโยบายของที่ใดที่หนึ่งมาใช้โดยตรงเลยไม่ได้ เพราะเมื่อสังคมมีความหลากหลายนโยบาย “One Size for all” จะไม่มีทางประสบผลสำเร็จ ต้องมองบริบทให้ออกก่อน แล้วจึงค่อยวางนโยบายที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่จะกลับมาตอบโจทย์การรับมือความเปลี่ยนแปลงทุกด้าน คือ ความเข้มแข็งของชุมชน ภูเก็ตโชคดีที่ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม หรือกลุ่มเอ็นจีโอ ตลอดจนเทศบาลล้วนเข้มแข็งด้วยกันทั้งสิ้น จึงทำให้สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงสู่ความหลากหลายได้
“หากเราสร้างชุมชนให้เข้มแข็งได้ เราจะได้บทสรุปของทุกเรื่อง” ไมตรีย้ำ







