
ศึกในแบงก์อิสลามฯยากเกินเยียวยา
เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2556 เวลา 12.00 น. ถือเป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ที่เป็นธนาคารเฉพาะกิจของรัฐบาล มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่
เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2556 เวลา 12.00 น. ถือเป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ที่เป็นธนาคารเฉพาะกิจของรัฐบาล มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่
เมื่อพนักงานกว่า 300-400 คน ออกมารวมตัวกันหน้าสำนักงานใหญ่ ย่านอโศก โดยมี ครรชิต สิงห์สุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายยุทธศาสตร์องค์กรและบริหารคุณภาพสินเชื่อ เป็นตัวแทนพนักงานและผู้บริหาร ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการธนาคาร ให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริงการทำงานของ ธานินทร์ อังสุวรังษี ผู้จัดการ ธนาคารอิสลามฯ
ข้อร้องเรียนดังกล่าว มีรายชื่อพนักงานธนาคารร่วมลงนามถึง 1,400 คน เป็นระดับผู้บริหารของธนาคารถึง 21 คน จากจำนวนพนักงานธนาคารที่มีอยู่ทั้งหมด 2,000 คน กลายเป็นคำถามใหญ่ว่า องค์กรนั้นจะอยู่ได้อย่างไร และจะสามารถทำงานร่วมกันได้หรือไม่ในเมื่อคนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ
ต่อมาในเวลา 14.00 น. เปรมกมลย์ ทินกร ณ อยุธยา ประธานกรรมการ ธนาคารอิสลามฯ คนใหม่หมาดๆ ออกมารับหนังสือร้องเรียนและได้นำข้อร้องเรียนเข้าสู่ประชุมคณะกรรมการธนาคารในวันที่ 19 มิ.ย. เป็นวาระแรก พร้อมทั้งรับปากว่า จะไม่ดำเนินการเอาผิดกับพนักงาน 1,400 คน ที่ร่วมกันลงนามในครั้งนี้
ปัญหาความไม่พอใจของพนักงานเริ่มก่อตัวมาเรื่อยๆ ทั้งการตั้งเฟซบุ๊ก “กลุ่มผู้ก่อการดี ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย” ในการเปิดเผยข้อมูลการทำงานที่ผิดพลาดของธานินทร์อย่างต่อเนื่อง เพราะเห็นว่าได้สร้างความเสียหายกับธนาคาร ทั้งการออกมาให้ข่าวปัญหาหนี้เสีย มีการต่อว่าพนักงานว่าไม่โง่ก็โกง จึงทำให้เกิดปัญหาหนี้เสีย
ในที่สุดก็ลุกลามไปถึงปัญหาขาดความเชื่อมั่น ทำให้ลูกค้าถอนเงินออก รวมทั้งการรื้อโครงสร้างการบริหารใหม่ ไล่เช็กบิล ลดทอนอำนาจของผู้บริหารชุดเก่า จึงเกิดกระแสคลื่นใต้น้ำรุมถล่มเพื่อให้ปลดธานินทร์ออกจากตำแหน่ง
ขณะที่หากพิจารณาหนังสือร้องเรียนของพนักงานระบุว่า ธนาคารอิสลามฯ ได้ตกต่ำถึงขีดสุดนับตั้งแต่ก่อตั้ง
ผลประกอบการและขนาดสินทรัพย์ลดลงมากกว่า 20% นับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2555
หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้มากที่สุดในประวัติการณ์ประมาณ 3.9 หมื่นล้านบาท
การขาดทุนสะสมมีจำนวนที่มากกว่าเงินกองทุน จนทำให้อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงติดลบถึง 14%
ขาดทุนในเฉพาะช่วงเดือน ม.ค.พ.ค. ปีนี้ ประมาณ 7,000 ล้านบาท
ความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อธนาคารขาดหายไปมากมาย จนเกิดการถอนเงินจากบัญชีเงินฝากไปถึง 2.9 หมื่นล้านบาท นับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2555
นี่คือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับธนาคารแห่งนี้ จนนำมาซึ่งปฏิกิริยาของพนักงาน
พนักงานเรียกร้องให้คณะกรรมการมีคำสั่งแก้ไขปัญหามี 9 ประเด็น
1.ลดผลกระทบและการตกชั้นเป็นหนี้เสียของลูกค้า ด้วยการสั่งการให้ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องยกเลิกกระบวนการอนุมัติและเบิกจ่ายสินเชื่อที่ไม่เป็นไปตามข้อบังคับธนาคาร ทำให้เกิดปัญหาหนี้เสียเพิ่มขึ้นจาก 2.4 หมื่นล้านบาท ในเดือน พ.ย. 2555 เป็นมากกว่า 3.8 หมื่นล้านบาท ในเดือน เม.ย. 2556
2.คำสั่งรวบอำนาจการอนุมัติสินเชื่อจากที่เคยอนุมัติตามลำดับชั้นมาอยู่ในมือของกรรมการผู้จัดการใหญ่คนเดียว ส่งผลให้การอนุมัติดำเนินการต่างๆ เกิดความล่าช้าและไร้ประสิทธิภาพ
3.ขอให้คณะกรรมการสั่งการให้ยกเลิกการว่าจ้างคณะที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการทุกราย เนื่องจากปัจจุบันธนาคารมีค่าใช้จ่ายในการจ้างที่ปรึกษารวมมากกว่า 1 ล้านบาทต่อเดือน
4.สั่งการให้สอบข้อเท็จจริงกรณีที่มีการสั่งกันสำรองเป็นเงิน 7,000 ล้านบาท ในปี 2555 ซึ่งส่งผลให้ธนาคารขาดทุนจนทุนติดลบโดยไม่มีความจำเป็น
5.สั่งการให้ตั้งคณะทำงานสอบข้อเท็จจริงกรณีที่มีการออกข่าวในทางเสียหายต่อธนาคาร โดยการเปิดเผยรายงาน ธปท.มีหนี้เสียถึง 3.9 หมื่นล้านบาท ทั้งที่ในข้อเท็จจริง ณ เดือน ม.ค. 2556 หรือขณะที่ออกข่าว ธนาคารมีหนี้เสียเพียง 2.4 หมื่นล้านบาท
6.สั่งการให้ตั้งคณะทำงานสอบข้อเท็จจริงกรณีมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการแก้ไขชั้นหนี้ลูกค้าเบิกเกินวงเงินหลายรายเพื่อปกปิดหนี้เสียกว่า 3,000 ล้านบาท ในเดือน ก.พ. 2556 ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงยอดหนี้เสียรวมของธนาคารอย่างมีนัยสำคัญ
7.สั่งการให้ตั้งคณะทำงานสอบข้อเท็จจริงกรณีกล่าวหาว่ามีการเรียกรับสินบนตามที่บริษัท ท้าพิสูจน์ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้มีการฟ้องร้องผู้บริหารของธนาคารต่อศาลอาญา เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2556 ว่ามีข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
8.สั่งการให้ตั้งคณะทำงานสอบข้อเท็จจริงกรณีมีการร้องเรียนเรื่องบริษัทที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการเรียกรับผลประโยชน์ 3% จากการขายทรัพย์สินของลูกค้าเพื่อนำมาชำระหนี้
9.สั่งการให้ตั้งคณะทำงานสอบข้อเท็จจริงในกรณีที่มีการปิดรับสมัครพนักงานในตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจรายย่อย 3 ตำแหน่ง เป็นการภายในก่อนเวลาที่กำหนดไว้
บัณฑิต โสตถิพลาฤทธิ์ อดีตประธานกรรมการ ธนาคารอิสลามฯ กล่าวว่า การแก้ปัญหาสถาบันการเงิน สิ่งสำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น ไม่ควรจะออกมาพูดถึงปัญหาหนี้เสียหรือทุจริตรายวัน ถ้าเจอก็ดำเนินการตามขั้นตอน เพราะตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ก็มีเรื่องทุจริตและได้ไล่ออกไป ทั้งระดับรองกรรมการผู้จัดการและระดับจัดซื้อจัดจ้าง แต่ก็ไม่ได้มีการออกข่าว เพราะเกรงว่าจะมีผลกระทบกับธนาคาร
ขณะที่ อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องธนาคารอิสลามฯ แต่การแก้ไขการบริหารภายในของธนาคารเป็นเรื่องลำบาก และเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจระหว่างผู้บริหารและพนักงาน ส่วนของหนี้เสียที่เพิ่มขึ้น เป็นเรื่องที่คาดการณ์ไว้ตั้งแต่ทำแผนฟื้นฟูแล้วว่า จะมีหนี้ดีบางส่วนไหลลงมาเป็นหนี้เสียถือเป็นเรื่องปกติ
การนัดประท้วงไล่กรรมการผู้จัดการครั้งนี้ สร้างความสั่นสะเทือนอนาคต “ธานินทร์” ถ้ายังไม่สามารถที่จะกุมหัวใจพนักงานแล้ว ก็ยากที่จะนำพาธนาคารฟันฝ่ามรสุมปัญหาวิกฤตหนี้และการแข่งขันที่จะดุเดือดมากขึ้น







