
ไมเนอร์ปั้นแบรนด์.หรูปรับสัดส่วนรายได้ใน-นอกเท่ากัน
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนีรมย์
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนีรมย์
ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกเลือกมา ทำให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศสนใจขยายการลงทุนธุรกิจโรงแรมในไทยจำนวนมาก ขณะที่นักลงทุนไทยเองก็สนใจไปขยายแบรนด์โรงแรมไทยในต่างแดนเช่นกัน เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการแข่งขันภายในประเทศที่สูงขึ้น
ดิลลิป ราจาคาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มโรงแรมในเครือไมเนอร์ ผู้ประกอบการโรงแรมและรีสอร์ตรายใหญ่ในเมืองไทย กล่าวว่า เครือไมเนอร์ตั้งเป้าหมาย 5 ปีจากนี้ จะมีโรงแรมในเครือทั้งหมด 150 แห่งทั่วโลก จากปัจจุบันมีประมาณ 90 แห่ง โดยจะขยายโรงแรมทั้งในไทยและต่างประเทศ พร้อมวางเป้าหมาย 5 ปีจะมีโรงแรมที่เป็นเจ้าของเองและรับบริหารสัดส่วนเท่ากัน รวมถึงมีรายได้จากโรงแรมในประเทศและต่างประเทศสัดส่วนเท่ากัน จากปัจจุบันมีรายได้จากโรงแรมในประเทศ 65% ส่วนอีก 35% มาจากต่างประเทศ
สำหรับแนวทางการขยายโรงแรมในประเทศนั้น จะเปิดโรงแรมอนันตรา ภูเก็ต ไม้ขาว ช่วงเดือน ธ.ค.นี้ และหาพื้นที่อื่นขยายโรงแรมเพิ่มเติม ทั้งรูปแบบการลงทุนเองและรับบริหารโรงแรม เนื่องจากมองว่า การท่องเที่ยวไทยยังมีศักยภาพเติบโตได้อีกมาก และที่ผ่านมาก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ธุรกิจท่องเที่ยวไทยแข็งแกร่ง แม้เผชิญกับปัจจัยลบหลายปีต่อเนื่อง แต่หลังจากปัจจัยลบหมดไป การท่องเที่ยวไทยก็สามารถฟื้นตัวได้รวดเร็วและมีทิศทางเติบโตดี เพราะไทยเป็นจุดหมายท่องเที่ยวหนึ่งที่คนทั่วโลกนึกถึงอันดับต้นๆ
ขณะที่ในต่างประเทศจะเปิดโรงแรมที่เมืองเฉิงตู ประเทศจีน ช่วงเดือน ธ.ค.ปีนี้ และพิจารณาเปิดเพิ่มอีกเน้นในประเทศจีน แอฟริกา เวียดนาม กัมพูชา ลาว และพม่า โดยคาดว่าเร็วๆ นี้จะเห็นความชัดเจนการขยายโรงแรมในลาวและกัมพูชา ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรในพื้นที่
ทั้งนี้ แนวทางการขยายโรงแรมในต่างประเทศ จะเริ่มจากการรับบริหารโรงแรม หรือจับมือพันธมิตรร่วมลงทุนก่อน โดยไม่เน้นลงทุนทั้งหมดก่อน เพื่อลดความเสี่ยง หากรับบริหารจัดการหรือร่วมทุน ก็จะใช้เวลาช่วงนั้นเรียนรู้กฎกติกาในประเทศ สร้างเครือข่ายธุรกิจ ทำความเข้าใจพื้นที่ จนมั่นใจจึงลงทุนสร้างโรงแรมเอง
นอกเหนือจากการขยายโรงแรมแบรนด์ที่มีอยู่เดิม บริษัทยังมีแผนเปิดแบรนด์โรงแรมใหม่ เพื่อให้เครือไมเนอร์มีโรงแรมครอบคลุมความต้องการของลูกค้า โดยปลายปีนี้อาจจะได้เห็นแบรนด์โรงแรมใหม่ซึ่งเป็นแบรนด์โรงแรมหรูมีเอกลักษณ์เฉพาะ (ลักชัวรี บูทีก แบรนด์) และหรูกว่าแบรนด์เดิมที่มีอยู่
ดิลลิป กล่าวว่า แบรนด์โรงแรมในเครือที่มีอยู่ในปัจจุบัน เป็นแบรนด์ที่เครือไมเนอร์สร้างขึ้นมาใหม่ 2 แบรนด์ คือ อนันตราและอาวานี ซึ่งอาวานีมีแนวโน้มเติบโตสูงมาก นอกจากนี้ยังมีแบรนด์โอคส์ ที่บริษัทซื้อมาจากออสเตรเลีย เป็นแบรนด์เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ก็มีศักยภาพสร้างรายได้ให้บริษัทมากเช่นกัน
นอกจากนี้ ในอนาคตบริษัทจะเน้นนำเสนอแบรนด์โรงแรมหลายๆ แห่งในพื้นที่เดียวกัน (มัลติแบรนด์) เพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกค้าที่ต้องการให้ไมเนอร์บริหารโรงแรมให้ เช่น ในพื้นที่เดียวกันแต่มีหลายอาคารก็จะมีแบรนด์โรงแรมอนันตรา หรืออาวานี และมีแบรนด์โอคส์ที่เป็นเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์อยู่ในพื้นที่เดียวกัน เป็นต้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อลูกค้าเจ้าของโรงแรมเอง เพราะจะบริหารจัดการต้นทุนได้ดี ได้ผลตอบแทนสูงกว่า และจับกลุ่มลูกค้าได้ครอบคลุมหลายกลุ่ม
ขณะเดียวกันก็เป็นประโยชน์กว่า หากเลือกใช้หลายแบรนด์ในเครือไมเนอร์ เพราะทุกแบรนด์บริหารจัดการภายใต้ระบบปฏิบัติการหลังบ้านเดียวกัน ต่างจากการเลือกใช้แบรนด์ในเครืออื่นในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งต้องมีต้นทุนระบบปฏิบัติการหลังบ้านแยกออกจากกันและไม่สามารถแบ่งลูกค้าระหว่างกันได้ ดังนั้นในการรับบริหารโรงแรม บริษัทจะใช้เสนอลูกค้าซึ่งเป็นเจ้าของโรงแรมให้เลือกใช้หลายๆ แบรนด์ในเครือไมเนอร์เข้าไปบริหารจัดการพร้อมกันในพื้นที่เดียว แทนที่ลูกค้าจะเลือกใช้แบรนด์ในเครือไมเนอร์ 1 แห่ง และเลือกใช้แบรนด์ในเครืออื่น
สำหรับผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจโรงแรมในเครือไมเนอร์ปีที่ผ่านมานั้น มีรายได้รวม 1.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% จากปีก่อนหน้า โดยโรงแรมในไทยมีอัตราเข้าพักเฉลี่ย 65% สูงกว่าปี 2554 ซึ่งมีอัตราเข้าพักเฉลี่ย 56% รายได้ต่อห้องพักเฉลี่ยที่ 3,126 บาท เพิ่มขึ้น 21% จากปีก่อนหน้าอยู่ที่ 2,575 บาท
นอกเหนือจากเครือไมเนอร์แล้ว เครือโรงแรมอื่นก็มีแนวทางเดินหน้าธุรกิจทั้งในและต่างประเทศไม่ต่างกันเพื่อกระจายความเสี่ยง และส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับภูมิภาคอาเซียนรองรับเออีซี จึงย่อมส่งผลให้การแข่งขันร้อนแรงขึ้นแน่นอน







