posttoday
ญี่ปุ่นยาหอมไม่ย้ายฐานแต่ห่วงน้ำ-การเมือง

ญี่ปุ่นยาหอมไม่ย้ายฐานแต่ห่วงน้ำ-การเมือง

18 มิถุนายน 2556

เจโทรยันญี่ปุ่นสนลงทุนไทยแม้เยนอ่อน เปลี่ยนรูปแบบเป็นโรงงานแม่ บีโอไอชี้แผนน้ำการเมือง ปัจจัยเสี่ยง

เจโทรยันญี่ปุ่นสนลงทุนไทยแม้เยนอ่อน เปลี่ยนรูปแบบเป็นโรงงานแม่ บีโอไอชี้แผนน้ำการเมือง ปัจจัยเสี่ยง

พร้อมตั้งโรงงานย่อยในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อกระจายความเสี่ยงเรื่องค่าแรงในไทย

นายเซยะ ซูเคะกาว่า ผู้แทนจากองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) เปิดเผยภายในงานสัมมนา ““บาทแข็ง เยนอ่อน ฤาญี่ปุ่นจะไม่ลงทุนในไทยแล้ว?” ว่า เรื่อง ที่จัดโดยสถาบันเอเซียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่า ค่าเงินคงไม่ใช่เหตุผลหลักที่จะทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นตัดสินใจย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทย เพราะไทยยังคงมีความน่าสนใจในการลงทุนอยู่ เพียงแต่รูปแบบการลงทุนจะเปลี่ยนไป โดยให้ฐานการผลิตที่มีอยู่เดิมในไทยเป็นโรงงานแม่ แล้วขยายฐานการผลิตเป็นโรงงานย่อยไปประเทศเพื่อนบ้านแทน

“ญี่ปุ่นไม่ได้มองประเทศไทยว่าเป็นประเทศที่มีค่าแรงถูกอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นรูปแบบการลงทุนในไทยจึงต้องเปลี่ยนไป โดยจะเป็นการยกระดับฐานการผลิตเดิมที่มีอยู่ให้เป็นฐานการผลิตสินค้าที่มีราคาและเทคโนโลยีสูงขึ้น แล้วขยายฐานการผลิตสินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้นไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่ยังมีค่าแรงต่ำกว่าแทน” นายเซยะ กล่าว

นายเซยะ กล่าวว่า ปัจจุบันญี่ปุ่นมีการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียนคิดเป็น 40% ของการลงทุนทั้งหมด โดยการลงทุนระยะยาวของญี่ปุ่นรูปแบบจะเปลี่ยนไป เพราะเมื่อมีการเปิดเสรีอาเซียน ก็จะทำให้ญี่ปุ่นสามารถเลือกลงทุนเป็นประเทศได้ และเลือกลงทุนตามแหล่งวัตถุดิบที่มีของประเทศนั้นๆได้ ส่วนไทยก็จะกลายเป็นศูนย์กลางเครือข่ายสินค้าในภูมิภาคนี้แทน นั่นก็เพื่อลดจุดอ่อนและกระจายความเสี่ยงเรื่องค่าแรงของไทย

ทั้งนี้ ในอดีตนักลงทุนญี่ปุ่นก็เคยขยายการลงทุนเข้าไปยังประเทศจีนจำนวนมาก เนื่องจากมีค่าแรงที่ถูก แต่ปัจจุบันค่าแรงในจีนมีการปรับตัวสูงขึ้นมาก จึงทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นกระจายความเสี่ยงไปยังประเทศอื่นๆ ซึ่งตอนนั้นไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่นักลงทุนญี่ปุ่นให้ความสนใจ ซึ่งเวลานี้การลงทุนในประเทศไทยก็กำลังอยู่ในสถานการณ์เดียวกับจีน

นางบงกช อนุโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักการตลาดเพื่อการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ผลจากแบบสอบถามความเชื่อมั่นนักลงทุนญี่ปุ่นที่ลงทุนในไทยประจำปีนี้ เบื้องต้นมีการส่งแบบสอบถามกลับมาแล้ว 94 ราย พบว่า 53% มีแผนขยายการลงทุนในไทยต่อ 45% รักษาระดับการลงทุนในไทยเท่าเดิม ส่วนอีก 2% ที่เหลือ มีการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านบ้างแล้ว เพื่อกระจายความเสี่ยง

ทั้งนี้ เหตุที่นักลงทุนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังเชื่อมั่นที่จะลงทุนในไทย เพราะเป็นแหล่งวัตถุดิบและซัพพลายเชนที่ดี แต่บีโอไอเชื่อมั่นว่านักลงทุนญี่ปุ่นยังให้ความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอยู่ แต่อาจจะมีการกระจายความเสี่ยงมากไปยังประเทศเพื่อนบ้านด้วยมากขึ้น เพราะมีปัจจัยเสี่ยงในเรื่องของแผนการป้องกันน้ำท่วม น้ำท่วมที่เคยเกิดขึ้นในปี 2554 ต้นทุนค่าแรงงานที่ปรับสูงขึ้น และปัญหาเสถียรภาพทางการเมือง

อย่างไรก็ดี

เนื่องจากมีการรวมกลุ่มคลัสเตอร์อุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง มีระบบสาธารณูปโภคที่พร้อมกว่าเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน และมีสิทธิประโยชน์ที่จูงใจ

ขณะเดียวกัน ก็พบว่าผู้ประกอบการขนาดกลางและรายย่อย (เอสเอ็มอี) ของญี่ปุ่นก็มีแนวโน้มที่จะขยายการลงทุนเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้นด้วย จึงน่าจะเป็นโอกาสดีของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยที่จะได้ร่วมธุรกิจหรือขยายกิจการเพื่อรองรับความต้องการในส่วนนี้เพิ่ม

อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ทางบีโอไอตั้งไว้สำหรับดึงดูดการลงทุนจากญี่ปุ่น เช่น อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมเครื่องจักรกล อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิกส์และไฟฟ้า อุตสาหกรรมพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมอุปกรณ์การแพทย์ อุตสาหกรรมเหล่านี้จะเป็นอุตสาหกรรมที่มีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงขึ้น และลดการใช้แรงงานลง ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาด้านแรงงาน โดยบีโอไอมีนโยบายปรับประเภทกิจการที่ส่งเสริมการลงทุนลง คาดว่าจะประกาศได้ปลายปีนี้

ด้านนางเนตรนภา ยาบุชิตะ อาจารย์จากคณะพาณิชศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า อนาคตการลงทุนของญี่ปุ่นในเอเซียคือ ญี่ปุ่นจะมองเอเซียเป็นโรงงานผลิตของโลก มองเป็นตลาดผู้บริโภคของโลก มองว่าเอเซียจะพัฒนาสู่ความเป็นเมืองมากขึ้น และญี่ปุ่นตั้งเป้าจะเป็นผู้นำด้านความรู้ ทำให้อนาคตญี่ปุ่นจะมุ่งขยายธุรกิจบริการเข้ามายังอาเซียนมากขึ้น รวมทั้งการร่วมลงทุนในโครงการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานในอาเซียนมากขึ้น ซึ่งจุดนั้นประเทศไทยอาจจะได้ประโยชน์ เนื่องจากไทยมีศักยภาพทั้งในเรื่องของฝีมือแรงงานและทำเลที่ตั้ง

อุตสาหกรรมของญี่ปุ่นที่มีแนวโน้มขยายเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้นเช่น ธุรกิจขนส่ง ธุรกิจคอนเท้นท์ ภาพยนตร์ แอนิเมชั่นและซอฟต์แวร์เกมส์ ธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม ธุรกิจคอนวีเนยนสโตร์และค้าปลีก ธุรกิจการศึกษาและธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เป็นต้น

สำหรับตัวเลขสถิติการลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่นในไทยช่วง 4 เดือนแรกปีนี้ (ม.ค.-เม.ย.2556) มีจำนวน 216 โครงการ ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่มีจำนวน 228 โครงการ แต่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นจาก 93.07 ล้านล้านบาทเป็น 149.71 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 61%

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน