
กลุ่มแบงก์ยังดีแต่ไม่ก้าวกระโดด
บริษัทหลักทรัพย์(บล.) ธนชาตได้จัดงาน Bank Dayเมื่อวันศุกร์ที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมาและเชิญ 8 ธนาคารที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)และ 1 บริษัทเงินทุน และ”สุรพล โอภาสเสถียร”ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB)และ “ วีระพงษ์ รามางกูร” ประธานธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) มาให้มุมมองต่อเศรษฐกิจและการเงินโลกและผลกระทบต่อประเทศไทยโดยมีผู้เข้าฟังทั้งหมด 50คนประกอบด้วยและผู้จัดการกองทุนจากสถาบันในประเทศ
บริษัทหลักทรัพย์(บล.) ธนชาตได้จัดงาน Bank Dayเมื่อวันศุกร์ที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมาและเชิญ 8 ธนาคารที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)และ 1 บริษัทเงินทุน และ”สุรพล โอภาสเสถียร”ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB)และ “ วีระพงษ์ รามางกูร” ประธานธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) มาให้มุมมองต่อเศรษฐกิจและการเงินโลกและผลกระทบต่อประเทศไทยโดยมีผู้เข้าฟังทั้งหมด 50คนประกอบด้วยและผู้จัดการกองทุนจากสถาบันในประเทศ
ทั้งนี้พบว่าแนวโน้ม ความต้องการสินเชื่อยังคงดีอยู่ แต่โอกาสที่จะขยายตัวเกินเป้าหมายเหมือนสองปีที่ผ่านมาอาจมีน้อย ด้านเงินฝากธนาคารส่วนใหญ่เห็นการแข่งขันเงินฝากเพิ่มขึ้น จากการตึงตัวของสภาพคล่องและการเข้ามาแข่งจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFI)
นอกจากนี้บล.ธนชาตเชื่อว่าการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายล่าสุดจะมีผลกดดันส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ( NIM )มากขึ้น รายได้ค่าธรรมเนียมแนวโน้มยังคงแข็งแกร่งแต่การเติบโตถูกผลักโดยปัจจัยสนับสนุนตัวเก่าอย่างเช่น ประกันชีวิตผ่านธนาคารและ การตั้งสำรอง ยังเป็นแนวโน้มขาขึ้น แต่มีข้อยกเว้นสำหรับธนาคารกรุงทพ(BBL )ที่มีอัตราส่วนสำรองสูงสุดที่ 5%
NCB มีความกังวลต่อคุณภาพสินเชื่อรายย่อยโดยสินเชื่อเช่าซื้อรถที่ขยายตัวอย่างมากจากนโยบายรถคันแรกและสินเชื่อส่วนบุคคลเป็นสองกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวัง สินเชื่อรถคันแรกธนาคารมีการปล่อย 1.9แสนล้านบาทในไตรมาสแรกปี2556
อย่างไรก็ดีแม้ว่าหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้( NPL )ของรถคันแรกอยู่ในระดับต่ำที่ 0.12% ในไตรมาสแรกแต่ยังคงน่าเป็นห่วงเพราะเพิ่มขึ้นจาก 0.08% ในปี 2555ในขณะที่โครงการยังไม่จบโดยต้องใช้เวลา 12 เดือนจากตอนนี้ในการคืนภาษีสรรพสามิตเสร็จสมบูรณ์
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NCB ได้แบ่งปันข้อมูลว่า 10% ของบัญชีสินเชื่อส่วนบุคคลทั้งหมดซึ่งในขณะนี้เป็นสินเชื่อด้อยคุณภาพและมีอัตราการเบี้ยวหนี้สูงขึ้นสำหรับผู้กู้ที่มีรายได้เฉลี่ยหรือรายได้ครัวเรือนต่ำกว่า 1หมื่นล้าน บาทและ 2.5หมื่น บาท
วีระพงษ์ ได้กล่าวถึงความกังวลต่อประสิทธิผลของมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายโดยธนาคารกลางสำคัญต่างๆ เนื่องจากไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งจากภาคเศรษฐกิจจริง
นอกจากนี้ยังเห็นตลาดการเงินทั่วโลกมีความอ่อนไหวมากขึ้นจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐได้ทดสอบ
ตลาดโดยการส่งสัญญาณลด คิวอี ในขณะที่ความตื่นเต้นจากญี่ปุ่นคลายลง ประเทศไทยเป็นเศรษฐกิจแบบเปิดขนาดเล็กจะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อเนื่องจากความผันผวนที่เพิ่มขึ้นของการเคลื่อนไหวเงินทุนทั่วโลก
อย่างไรก็ตามจะขอนำข้อมูลเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่มานำเสนอดังนี้
BAYคาดสินเชื่อโต12%
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา(BAY )เชื่อว่า สินเชื่อมีแนวโน้มแข็งแกร่งตามคาด และธนาคารไม่เห็นปัจจัยท้าทายเป้าการเติบโตของธนาคารที่12% ในปีนี้ นอกจากนี้ยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ถึงการลดลงของคุณภาพสินทรัพย์อีกด้วย NPL ของธุรกิจบัตรเครดิต และบริษัทให้บริการสินเชื่อศรีสวัสดิ์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ตลาดมีความกังวลมากที่สุด ยังคงอยู่ในระดับต่ำที่น้อยกว่า 2%สภาพคล่องตึงตัวขึ้น และธนาคารมีความตั้งใจที่จะรักษาระดับอัตราส่วนสภาพคล่องให้อยู่ที่ระดับ 1617%
แต่อย่างไรก็ตามธนาคารสามารถควบคุมต้นทุนเงินฝากได้ดี ผ่านทางการหันไปเน้นสัดส่วนเงินฝากออมทรัพย์ต่อบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน( CASA)แทนออกตั๋วแลกเงิน( BE )มากขึ้น ขณะที่ CASA ของ BAY มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 54% ของเงินฝากรวมในปี 2555เป็น 56% ในไตรมาส 1ปี2556
BAY มั่นใจว่ารายได้ค่าธรรมเนียมน่าจะเติบโตได้มากกว่าเป้าหมายทั้งปีที่ 15%จากธุรกิจการขายประกัน ธุรกิจวางแผนการจัดการสินทรัพย์ และกองทุนรวมที่แข็งแกร่ง แต่อย่างไรก็ตามเป้าหมายที่จะทำให้อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ลดลงมาต่ำกว่าระดับ 48% นั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างท้าทายเนื่องจากการลงทุนปรับปรุงสาขาหลัก ยกระดับระบบ core banking และฐานข้อมูลยังไม่แล้วเสร็จทั้งนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2557 ธนาคารจึงเชื่อว่าอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้น่าจะลดลงมาอยู่ที่ 48% ในปี 2557 และ 4546% ในระยะกลางถึงยาว
ธนาคารเชื่อว่าธนาคารตั้งสำรองพิเศษเพียงพอ และยังคงเป้า credit cost ที่คาดว่าจะลดลงจาก1.38% ในปี 2555 เป็น 1.30% ในปีนี้ เช่นเดิม
BBLสินเชื่อโต68%
ธนาคารกรุงเทพ(BBL) –การเติบโตของสินเชื่อมีแนวโน้มอ่อนตัวลงเนื่องจากการชำระหนี้คืนของลูกค้ากลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และไม่มีการเติบโตของสินเชื่อในต่างประเทศจากเงินบาทที่แข็งค่าและเศรษฐกิจโลกที่ยังคงอ่อนแอ
สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม( SMEs) เป็นปัจจัยหลักขับเคลื่อนการเติบโตของสินเชื่อ และธนาคารได้รับประโยชน์จากความต้องการสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นในตลาดต่างจังหวัด ธนาคารคาดว่าจะบรรลุเป้าการเติบโตของสินเชื่อของธนาคารที่ 68% ในปีนี้ได้ ขณะที่ การเติบโตจะมาจากการทำควบควมกิจการ ซึ่งยังคงมีแนวโน้มต่อเนื่อง และได้มีการดำเนินงานไปบ้างแล้ว
BBL ไม่คาดว่าจะเป็นผู้นำในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ธนาคารเห็นโอกาสที่ NIM จะปรับตัวลงเนื่องจากการแข่งขันด้านเงินฝากที่เพิ่มขึ้น และธนาคารมีความสามารถจำกัดในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากชดเชยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้
นอกจากนี้ BBL ไม่ตั้งใจที่จะเพิ่มอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก(LDR )จากปัจจุบันที่อยู่ในระดับที่ต่ำสุดในกลุ่มฯ ที่ 87% ธนาคารยังคงต้องออกแคมเปญเงินฝากพิเศษเพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดของธนาคาร
รายได้ค่าธรรมเนียมมีแนวโน้มดีขึ้น ผลักดันโดยการเติบโตของค่าธรรมเนียมขายประกัน และกองทุนรวม นอกจากนี้ ด้วยค่าเงินบาทที่ผันผวน รายได้จากปริวรรตเงินตราจึงแข็งแกร่งกว่าแต่ก่อน
แต่ธนาคารไม่คาดว่ารายได้ส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นมากนัก เนื่องจาก BBL ไม่ได้ดำเนินการซื้อขายเงินตราต่างประเทศเพื่อเก็งกำไรคุณภาพสินทรัพย์โดยรวมแข็งแกร่ง NPL ใหม่อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 10 ปี เนื่องด้วยมีการตั้งสำรองมากที่สุด BBL จึงไม่จำเป็นต้องตั้งสำรองพิเศษ ขณะที่คาดว่า Credit costs จะลดลงจาก5.45% มาอยู่ที่ 0.40% ในปี 2556
KBANKสินเชื่อโต911%
ธนาคารกสิกรไทย(KBANK )คงประมาณการอัตราการเติบโตของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ( GDP )ที่ 4.35.3% และยังคงเป้าหมายทางการเงินเช่นเดิม การเติบโตของสินเชื่อน่าจะอยู่ที่ราว 911% ขณะที่ NIM น่าจะอยู่ในช่วง 3.43.6% แม้จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายโดยไม่คาดหมายในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน
ล่าสุด ธนาคารไม่มีความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพสินทรัพย์ การปรับเพิ่ม credit cost เป็น0. 7000.80%ของธนาคารเพื่อรองรับแผนของธนาคารที่จะรองรับสำรอง เมื่อผลการดำเนินงานแข็งแกร่ง
KBANK เชื่อมั่นในการบริการด้าน SMEs ที่เหนือกว่าของธนาคาร เนื่องจากเป็นธนาคารเดียวที่นำเสนอทางออกที่ครบถ้วนให้กับSMEs ผ่านทางโปรแกรมและศูนย์ K SME Care
ดังนั้นธนาคารจึงไม่ต้องแข่งขันด้านราคาและปริมาณการให้สินเชื่อกับธนาคารอื่นปัจจุบันธนาคารอยู่ในช่วงสุดท้ายของโครงการปรับปรุง IT KTransformation (KT) แผนการตลาดKnow Our Customers (KOC) แล้วเสร็จในปี 2552ขณะที่ A rollout of Multi Channel Sales AndServices (MSS) เสร็จสิ้นในไตรมาส 1ปี2555และส่วนที่เหลือคือการปรับปรุง core banking ของธนาคารคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2556หลังจากปี 2556การลงทุนภายใต้ KT จะถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของ
งบประมาณด้าน IT ประจำปีของธนาคาร เนื่องจากความสามารถในธุรกิจ IT ใหม่ KBANK จึงมีผลิตภัณฑ์เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 1.69 ในปี 2550, 2.46 ในปี 2552, 2.69 ใน 2554 เป็น 2.82 ในปี 2555
เนื่องจากปกติไตรมาส 1 จะเป็นช่วงที่มีค่าใช้จ่ายน้อย อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้จึงอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติที่ 40% แม้ด้วยโครงการ KT ใกล้จะแล้วเสร็จ
ธนาคารจึงเชื่อว่าต้นทุนต่อรายได้จะอยู่ในระดับ 40% กลางๆ อย่างไรก็ตามเนื่องจากธนาคารต้องการที่จะมีรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยในสัดส่วนที่มากขึ้นจาก 40% เป็น 50% ของรายได้รวม ค่าใช้จ่ายดำเนินงานของ KBANK จึงสูงกว่าธนาคารอื่น
ดังนั้นอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้จึงน่าจะสูงกว่าธนาคารขนาดใหญ่รายอื่น
นอกจากนี้ยังมีความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพสินทรัพย์ เนื่องจาก NPL เพิ่มขึ้น และธนาคารคาดว่า อัตราส่วน NPLจะเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1ปี2556เช่นเดียวกับธนาคารอื่น KK ถูกกระทบจากการแข่งขันด้านเงินฝาก และมีต้นทุนเงินฝากที่เพิ่มขึ้นธนาคารยังคงเป้าหมายที่ค่อนข้างระมัดระวังของธนาคารเช่นเดิม โดยคาดว่าส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ย จะลดลงจาก3.9% ในปี 2555 เป็น 3.7% ในปีนี้
SCBเน้นค่าธรรมเนียม
ธนาคารไทยพาณิชย์(SCB ) มั่นใจแนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อจะแข็งแกร่งต่อเนื่องตั้งแต่ ไตรมาส1ปี2556ขณะที่ความต้องการสินเชื่อที่อยู่อาศัยยังคงดีอยู่ ธนาคารคาดสินเชื่อรถยนต์จะยังคงแข็งแกร่ง สนับสนุนโดยยอดจองรถจากนโยบายรถคันแรกและการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ในครึ่งหลังปี 2556
สำหรับสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ SCB ไม่เน้นการเติบโตของปริมาณเงินสินเชื่อ เนื่องจากเห็นแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของการไม่ใช้บริการผ่านธนาคาร แต่หันมาเน้นรายได้ค่าธรรมเนียมแทน
SCB มองว่า LDR ที่ 95% เป็นระดับที่น่าพอใจ แต่ธนาคารเห็นความจำเป็นที่จะต้องระดมเงินฝาก
เพิ่มเพื่อรองรับความต้องการสินเชื่อที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ SCB จะเปลี่ยนสัดส่วน
สินเชื่อโดยเน้นกลุ่มผลตอบแทนสูงมากขึ้น เพื่อช่วยบรรเทาแรงกดดันการลดอัตราดอกเบี้ยและค่าใช้
เงินฝากบน NIM ที่สูงขึ้น
SCB เห็นแนวโน้มรายได้ค่าธรรมเนียมปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากสัดส่วนรายได้ของธนาคารส่วนมากมา
จากค่าธรรมเนียมจากบริษัทขนาดใหญ่ที่โดยธรรมชาติจะค่อนข้างผันผวน ซึ่ง SCB ยอมรับว่ารายได้
ค่าธรรมเนียมมีความผันผวนมากขึ้น
นอกจากนี้ SCB เห็นแนวโน้มรายได้ที







