
หุ้นร่วงคราวนี้ โชคดีนักหนา มือใหม่ ได้เวลา...ลุย!
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ถ้าเห็นใครหน้าตาเศร้าๆ หวาดผวากันตัวเลขสีแดงๆ อย่าได้แปลกใจ เพราะเขาเหล่านั้นอาจจะเป็นหนึ่งในนักลงทุนที่เพิ่งจะเจอกับ “สัปดาห์ที่แสนโหดร้าย”
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ถ้าเห็นใครหน้าตาเศร้าๆ หวาดผวากันตัวเลขสีแดงๆ อย่าได้แปลกใจ เพราะเขาเหล่านั้นอาจจะเป็นหนึ่งในนักลงทุนที่เพิ่งจะเจอกับ “สัปดาห์ที่แสนโหดร้าย”
แต่ถ้าจะให้ตอกย้ำความเจ็บช้ำกันให้ถึงใจก็ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค. 2556 ดัชนีหุ้นไทยขึ้นไปทำสถิติใหม่ ปิดที่ 1,643.43 จุด แต่หลังจากนั้นหุ้นไทยก็ไต่ลงเขา (จะเรียกว่าหัวทิ่มก็พอได้) แล้วก็ตกมาอยู่ที่ 1,403.27 จุด ในวันที่ 13 มิ.ย. ลดลงไป 240.16 จุด หรือ 14.61% ภายในเวลาเพียง 16 วันเท่านั้น
ที่ช้ำยิ่งกว่านั้น คือ หุ้นบางตัว “ทิ้งดิ่ง” ลงไป 2030% ภายในเวลาไม่กี่วัน
ยังดีที่เมื่อวันศุกร์ที่ 14 มิ.ย. ดัชนี SET ทำให้ใจชื้นขึ้นมาหน่อย เพราะดีดกลับมาได้ถึง 62 จุด ภายในวันเดียว เรียกว่า ยิ่งกว่านั่งรถไฟเหาะตีลังกาเสียอีก “แมลงเม่าหน้าใหม่” ที่ยังไม่ได้สวมเกราะกันไฟอาจจะหัวใจวายได้ง่ายๆ
โชคดีที่หุ้นร่วง
จริงๆ แล้ว นับเป็นโชคดีที่ตลาดหุ้นร่วงลงแรงๆ แบบนั้น เพราะ 23 ปีมานี้ ตลาดหุ้นไทยวิ่งแรงมาตลอด เพราะถ้าย้อนกลับไปวันที่ 5 ม.ค. 2553 ตอนนั้น ดัชนี SET อยู่แค่ 732.11 จุด แต่เมื่อถึงวันที่ 21 พ.ค. 2556 ดัชนีขึ้นไป 1,643.43 จุด เท่ากับว่า ตลาดหุ้นไทยบวกมาแล้ว 124.43%
เรียกว่าซื้อตัวไหนก็กำไร เข้าตัวไหนก็บวก ทำให้นักลงทุนหน้าใหม่มั่นใจกับฝีมือของตัวเองเกินไป และ “วางใจ” เกินไป หลายคน “ได้ใจ” ถึงกับลาออกจากงานประจำมาเป็น “นักลงทุนเต็มเวลา” เพราะได้เงินง่าย ได้เงินเร็ว (ทั้งๆ เราสามารถทำงานประจำ และเป็นนักลงทุนไปพร้อมๆ กันก็ได้)
เพราะฉะนั้นครั้งนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้นักลงทุนหน้าใหม่ได้เรียนรู้ว่า ชีวิตมันมีขึ้นแล้วก็ต้องมีลง และถ้าต้องลงโดยไม่ได้เตรียมพร้อมก็ทำให้เจ็บหนักได้เหมือนกัน
นอกจากจะโชคดีมีบทเรียน (ราคาแพงไปสักหน่อย) ให้กับนักลงทุนมือใหม่ใจกล้าแล้ว ยังเป็นโชคดีของคนที่อยากจะลงทุน แต่กลัวๆ กล้าๆ ก็เลยยังไม่ได้เริ่มต้นเสียที ได้ใช้โอกาสนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการลงทุน หรือได้ทดลองฝีมือ เพราะอย่างน้อยก็คงจะไม่ซื้อแพงไปกว่าคนที่เริ่มไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา
คิดการใหญ่ ใจต้องกล้า
หลายคนมักจะบอกว่า สนใจอยากจะลงทุน แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ไม่รู้จะต้องทำอย่างไร และในที่สุดก็ไม่ได้เริ่มสักที
เมื่อ 3 ปีที่แล้ว (เรื่องนี้ เป็นประสบการณ์ตรง และสถานการณ์จริง) มีเพื่อน 2 คน มาปรึกษาเรื่องอยากจะลงทุน แต่ไม่มีความรู้ และไม่รู้จะต้องเริ่มตรงไหน ก็เลยคุยกันเป็นชั่วโมงๆ เล่าให้ฟังแบบหมดไส้หมดพุง พร้อมกับแนะนำให้เริ่มลงทุนในกองทุนหุ้น โดยตัดบัญชีอัตโนมัติเป็นประจำทุกเดือน
ปรากฏว่า 3 ปีผ่านไป เพื่อนคนแรก ไม่มีอะไรเกิดขึ้น และทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้เริ่มแม้แต่จะเดินไปที่ธนาคาร หรือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) หรือแม้แต่บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เพื่อเปิดบัญชีลงทุน ด้วย “สารพัดข้ออ้าง” ไม่มีเงิน ไม่มีเวลา ไม่... และ ไม่... ฯลฯ
ขณะที่เพื่อนอีกคน ก็แค่ทำสิ่งง่ายๆ เพียงไม่กี่อย่าง คือ เดินไปเปิดบัญชีลงทุนกับ บลจ.แห่งหนึ่ง เลือกกองทุนหุ้นที่เหมาะกับตัวเอง และตัดบัญชีเงินเดือนเข้าไปลงทุนทุกเดือน เดือนละ 2,000 บาท ทำแบบนี้มา 3 ปี ตอนนี้ก็มี “เงินแสน” ไปเรียบร้อยแล้ว
หวังว่า “ขาประจำ” ของคอลัมน์นี้คงจะเป็นแบบเพื่อนคนที่สองกันหมด
เพราะจริงๆ แล้ว การเริ่มต้นลงทุนไม่จำเป็นต้องอาศัย “ความกล้า” มากนัก แม้ว่าเราจะถูกขู่และกรอกหูด้วยประโยคสั้นๆ ว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง” แต่มันเป็นความเสี่ยงที่เราสามารถบริหารจัดการได้ โดยเฉพาะถ้าเป็นการลงทุนระยะยาว เพราะ “เวลา” จะเป็นเพื่อนที่ดีสำหรับการลงทุนเสมอ
แต่การลงทุนต้องเริ่มจาก “การตัดสินใจ” และ “เดินหน้าต่อไป” เพราะคนอยากเริ่มมีมาก แต่คนเริ่มจริงมีน้อย และคนที่เริ่มแล้วเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ ยิ่งมีน้อยกว่า
ทางใครทางมัน
สำหรับวิธีการและแนวทางการลงทุน ถ้าเป็น “ขาประจำ” จะรู้ว่า มีคำแนะนำกันบ่อยๆ และเมื่อไม่นานมานี้ก็เพิ่งจะ “ติดเกราะกันไฟ” ให้กับแมลงเม่าวัยละอ่อนกันไป
นอกจากนี้ ถ้าคิดจะเริ่มต้นศึกษาอย่างจริงจังก็คงจะหาทางทำได้ไม่ยาก เพราะทุกวันนี้มีหลายวิธีและหลายช่องทางที่ให้ความรู้ทางด้านนี้ รวมทั้งมีหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ แถมยังติด Best Seller ก็มีให้เห็นกันบ่อยๆ
ว่าแล้วก็คิดถึงหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งซื้อมาอ่านสักพักแล้ว นั่นคือ “เล่นหุ้นสไตล์มนุษย์เงินเดือน” (แอบสารภาพว่า ชอบหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่เห็นชื่อเรื่อง เพราะไม่ได้โอ้อวดว่าจะต้องรวยเป็นร้อยล้านจากการลงทุนในเวลาสั้นๆ ซึ่งต่างจากหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนหลายๆ เล่ม)
หนังสือเล่มนี้เขียนโดย “มนุษย์เงินเดือนที่ไม่ธรรมดา” เขา คือ iSalaryman หรือ สมเกียรติ สุขเสรีกุล เพราะเขาเริ่มต้นจากการลงมือทำ ลองผิด และลองถูกด้วยตัวเอง จนเจอสไตล์ที่ใช่สำหรับตัวเราเอง
สมเกียรติ แนะนำว่า ถ้าอยากจะรวยหุ้น แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ให้เดินไปซื้อหนังสือของคนที่รวยมาก่อน แล้วเดินตามเขา
“แต่ไม่หรอกครับ ไม่ง่ายขนาดนั้น” สมเกียรติ บอกไว้ เพราะเขาเปรียบเทียบว่า การอ่านหนังสือแนะนำการลงทุนก็เหมือนดูรายการสอนทำอาหารที่มาทำเองก็คงไม่อร่อยเหมือนที่เชฟทำ แต่การอ่านเรื่องราวของคนดัง คนรวย เป็นการปลุกพลังให้เราลงมือทำ ในแบบของเราเอง
อยากมีเงินล้านต้องเริ่ม
หนึ่งในข้ออ้างสุดคลาสสิกที่จะบอกว่า ทำไมเราถึงไม่เริ่มลงทุน (ซึ่งเพื่อคนแรกก็นำมาใช้) คือ “ไม่มีเงิน”
คงต้องถามใจตัวเองก่อนว่า เราไม่มีเงินจริงๆ หรือเป็นแค่ข้ออ้าง เพื่อกลบเกลื่อนสิ่งที่เราทำไม่ได้ เพราะถ้าต้องการจะลงทุนจริงๆ เงินจำนวนเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เรามีเงินล้านได้เหมือนกัน
และถ้าเราไม่มีเงินสำหรับการลงทุนจริงๆ ลองเริ่มจากการประหยัดรายจ่ายเล็กๆ น้อยๆ ดู เช่น เปลี่ยนจากกินน้ำผลไม้ปั่น มาเป็นน้ำเปล่า หรือเปลี่ยนจากดื่มกาแฟยี่ห้อดังมาเป็นร้านกาแฟข้างบริษัท เราอาจจะประหยัดได้สักวันละ 25 บาท
นำเงินที่ประหยัดได้วันละ 25 บาท ไปลงทุน ที่ให้ผลตอบแทนปีละ (แค่) 8% ผ่านไป 30 ปี เราจะมีเงิน 1 ล้านบาท
แต่ถ้าอยากจะมีเงิน 2 ล้านบาท ก็แค่ประหยัดให้ได้วันละ 50 บาท หรือถ้าอยากจะมี 3 ล้านบาท ก็ประหยัดเพิ่มขึ้นอีกเป็นวันละ 75 บาท หรือถ้าทำได้ประหยัดให้ได้สักวันละ 100 บาท แล้วนำเงินไปลงทุน ในอีก 30 ปี เราจะมี 4 ล้านบาทสบายๆ
ผลตอบแทนปีละ 8% ในช่วงเวลา 30 ปีสำหรับตลาดหุ้นไทยเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยมาก เพราะถ้าย้อนไปดูข้อมูลการลงทุนในตลาดหุ้นไทย (ขอบคุณ บลจ.กรุงศรี ที่เอื้อเฟ้อข้อมูล) รอบระยะเวลา 30 ปี ทุกๆ รอบ 30 ปี จะมีเพียงช่วงเวลาเดียวที่ได้ผลตอบแทน 6.62% นั่นคือการลงทุนตั้งแต่ปี 2522-2551
แต่ในรอบการลงทุนอื่นๆ ให้ผลตอบแทนไม่ต่ำกว่า 10% ทั้งนั้น โดยระยะเวลาลงทุน 30 ปี ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด คือ 2526-2555 ได้ผลตอบแทน 12.78% ต่อปี
แม้ว่าจะมีคำพูดว่า เวลาที่ดีที่สุดที่จะเริ่มลงทุน คือ “เมื่อวานนี้” แต่สำหรับการเริ่มต้นแล้วไม่มีคำว่า สายเกินไป เพียงแต่เราต้องเริ่มต้นให้ได้เร็วที่สุดเท่านั้น
เพราะฉะนั้นงานของเราง่ายๆ ก็แค่เราเริ่มต้น และเดินต่อไปเท่านั้น







