posttoday
เฟดยังไม่ถอน QE หนุนหุ้น

เฟดยังไม่ถอน QE หนุนหุ้น

15 มิถุนายน 2556

ทิศทางตลาดหุ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวลงแรง โดยไปทำจุดต่ำสุดในวันพฤหัสบดีก่อนที่จะกลับมาปรับตัวขึ้นแรงในวันศุกร์

ทิศทางตลาดหุ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวลงแรง โดยไปทำจุดต่ำสุดในวันพฤหัสบดีก่อนที่จะกลับมาปรับตัวขึ้นแรงในวันศุกร์ โดยแรงขายยังคงมีเข้ามาหนาแน่นในหุ้นกลุ่มประเทศ TIP ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน ส่งผลให้มีช่วงปรับตัวลงแรง ดัชนีปรับตัวลงในระหว่างวัน 3% ถึง 4% ก่อนที่จะมีแรงซื้อกลับเข้ามาเร็วจากค่าเงินบาทที่กลับมาแข็งค่า โดยยอดซื้อและยอดขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติค่อนข้างสอดคล้องกับค่าเงินบาทที่กลับมาแข็งค่า

ปัจจัยภายนอก ตลาดยังคงรอดูผลการประชุมเฟดในวันที่ 1819 มิ.ย.นี้ แต่เชื่อว่าตลาดรับรู้ข่าวเรื่องการชะลอ QE ไปมากแล้ว หากไม่ได้มีการส่งสัญญาณถอน QE ออกที่ชัดเจนตลาดยังไม่กลับมาปรับตัวลงแรง (เนื่องจากการดำเนินการถอน QE ออกยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้เป็นการขาย เพื่อลดความเสี่ยงออกมา)

ทิศทางในสัปดาห์นี้คาดว่าตลาดจะยังมีช่วงแกว่งตัวทางขึ้น เนื่องจากตลาดถูกขายทำกำไรรับข่าวเรื่องการถอน QE ไประดับหนึ่งแล้ว และการถอนมาตรการออกจริงยังไม่เกิดขึ้น ฉะนั้น หากผลการประชุมเฟดในสัปดาห์นี้ยังไม่มีความชัดเจนในการถอนมาตรการออก ตลาดจะตีความทางบวก อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยมีช่วงปรับตัวขึ้นมาเร็วเช่นกัน ทำให้การซื้อของนักลงทุนจะเป็นลักษณะของการซื้อ โดยเฉพาะหากมีช่วงอ่อนตัวลง

ประเด็นเรื่องการลดปริมาณการซื้อสินทรัพย์ของเฟด หรือถอน QE นั้น หากพิจารณาจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ผ่านมา อัตราการว่างงานที่เป็นตัวเลขหลักที่เฟดใช้พิจารณาประเด็นเรื่อง QE ปัจจุบันยังอยู่สูงที่ 7.6% และสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 7.5% ในขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อยังคงต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ ส่งผลให้อย่างน้อยที่สุดในช่วง 23 เดือนนี้ จะยังไม่เห็นเฟดดำเนินการลดปริมาณการซื้อพันธบัตรลง

นอกจากนี้ หากพิจารณาจากทั้งค่าเงินดอลลาร์และค่าเงินเยน พบว่ายังมีสัญญาณบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง ค่าเงินดอลลาร์ยังคงอ่อนค่าลง ในขณะที่ค่าเงินเยนเริ่มมีโอกาสกลับมาอ่อนค่า

ภาพรวมทิศทางตลาดหุ้นยังไม่ได้เลวร้ายเหมือนกับแรงขายที่ในช่วงก่อนหน้า เป็นความกังวลเรื่องการถอนมาตรการก่อนที่จะเกิดขึ้นจริงเร็วเกินไป นอกจากนี้ เราเชื่อว่าตลาดหุ้นจะได้รับประโยชน์จากตลาดพันธบัตรที่มีเงินไหลออกจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ผันผวนและไม่ได้ประโยชน์จากการซื้อสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นอีก ส่งผลให้ประเมินว่าจะยังมีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดหุ้นต่อ

ด้านปัจจัยในประเทศ หุ้นไทยปรับตัวลงทำจุดต่ำสุดที่ PE ใกล้ระดับก่อนที่จะทำ QE3 เป็นระดับ PER ที่ 12.2 เท่า ซึ่งหากพิจารณาตามพื้นฐานแสดงให้เห็นว่า ระดับราคาดังกล่าวได้สะท้อนว่าเฟดลดปริมาณการซื้อพันธบัตรลงไปแล้ว ทำให้การปรับตัวลงที่ผ่านมารับรู้ปัจจัยลบไปแล้ว หากเฟดยังคงปริมาณการทำ QE ไว้ ตลาดจะมีช่วงกลับมาปรับตัวขึ้นไปที่ PE 14-14.50 เท่า ที่บริเวณ 1,550-1,600 จุดได้

ส่วนทิศทางราคาทองคำในระยะหลังทองคำเคลื่อนไหวตอบสนองต่อการเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยมากกว่าในประเด็นเรื่อง QE ของสหรัฐ การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นโลกจะเป็นปัจจัยที่กดดันราคาทองคำได้ นอกจากนี้ค่าเงินบาทที่กลับมาแข็งค่าจะเป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลให้ทองคำในประเทศปรับตัวแย่กว่าราคาทองคำโลก

โดยแนวรับหลักของทองคำโลกอยู่ที่ 1,350 เหรียญสหรัฐ หากอ่อนตัวลงต่ำกว่ามีโอกาสทำจุดต่ำสุดใหม่ได้ ในขณะที่การเปลี่ยนทิศทางเป็นการแกว่งตัวขึ้นอยู่ที่ 1,410 เหรียญสหรัฐ ภาพรวมทองคำในประเทศยังมีโอกาสกลับมาอ่อนตัวลงอีก

กลยุทธ์การลงทุนเราแนะนำให้นักลงทุนทยอยซื้อหุ้นช่วงปรับตัวลง โดยยังคงประเมินว่าการถอน QE ออกยังไม่เกิดขึ้นเร็ว ในกรณีเร็วที่สุดจะเป็นปลายปี โดยเฉพาะหุ้นที่มีมูลค่าการตลาดสูงและหุ้นที่ขึ้นช้ากว่าตลาด ในขณะที่ทองคำแนะนำให้รอก่อน ยังมีความเสี่ยงขาลงโดยเฉพาะหากทองคำโลกอ่อนตัวลงหลุดต่ำกว่า 1,350 เหรียญสหรัฐ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ