
นักลงทุนแห่ซื้อLTF-กองหุ้น
บลจ.พาเหรดออกทริกเกอร์8%8เดือนทิสโก้มั่นใจหุ้นสหรัฐยังฉลุย
บลจ.พาเหรดออกทริกเกอร์8%8เดือนทิสโก้มั่นใจหุ้นสหรัฐยังฉลุย
นักลงทุนแห่ซื้อ LTF-RMF กองทุนได้โอกาสช้อนหุ้นถูก กรุงศรีฯ ออกทริกเกอร์ 8% 8 เดือน ทิสโก้ ลุยสหรัฐต่อ
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย ซึ่งมีส่วนแบ่งการตลาดในธุรกิจกองทุนสูงสุดในประเทศ เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงอย่างหนัก โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2556 ดัชนีติดลบ 75 จุด หรือ 4.97% พบว่า มีนักลงทุนเข้ามาซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ที่ลงทุนในหุ้นเข้ามามากกว่าสถานการณ์ปกติถึง 3 เท่า รวมทั้งมีเม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนในกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นด้วยเช่นกัน ได้แก่ กองทุนเปิดเค สตาร์และกองทุนเปิดเคแวลู
อย่างไรก็ตาม ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. ดัชนียังคงปรับตัวลดลง 19.16 จุด มาปิดที่ 1,433.47 จุด
ด้าน บลจ.กรุงไทย กล่าวว่า ตลาดหุ้นปรับตัวลงมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 31 พ.ค.11 มิ.ย.ที่ผ่านมา พบว่า มีเม็ดเงินเข้ามาซื้อกองทุน LTF และ RMF ที่ลงทุนในหุ้นประมาณ 210 ล้านบาท
นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ที่ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงรุนแรง บลจ.วรรณ เข้าไปซื้อหุ้นมูลค่าหลายร้อยล้านบาท โดยเข้ามาลงทุนในช่วงท้ายตลาดและคาดว่าจะยังคงทยอยซื้ออย่างต่อเนื่องหากตลาดปรับลดลงอีก เนื่องจากก่อนหน้านี้ประเมินว่าตลาดหุ้นจะปรับลดลง จึงปรับพอร์ตและเพิ่มการถือครองเงินสดมากขึ้น
“ดัชนีที่ต่ำกว่า 1,500 จุด ถือเป็นระดับที่น่าลงทุน และสำหรับนักลงทุนแนะนำให้แบ่งเงินออกเป็น 6 ก้อน และทยอยลงทุน เพื่อกระจายความเสี่ยง” นายวิน กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายวิน กล่าวว่า บลจ.วรรณ ยังประเมินกรอบดัชนีหุ้นไทยในปีนี้อยู่ที่ 1,4501,640 จุด โดยเชื่อว่าดัชนีจะไม่ลงไปต่ำกว่า 1,380 จุด
นายฉัตรพี ตันติเฉลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.กรุงศรี กล่าวว่า นักลงทุนให้การตอบรับกองทุนเปิดกรุงศรีอิควิตี้ 4% พลัส 4% ทริกเกอร์ พลัส 1 (KFEQ4P4P1) ซึ่งเสนอขายครั้งแรกไปเมื่อวันที่ 6-12 มิ.ย. เป็นอย่างดี ส่งผลให้มียอดเงินลงทุนเต็มมูลค่าโครงการภายในเวลาเพียง 2 วัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการที่ผู้ลงทุนมอบความไว้วางใจและเชื่อมั่นในการบริหารจัดการกองทุนของบริษัทเป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม เพื่อรองรับความต้องการของนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในกองทุนทริกเกอร์ฟันด์ ที่มีนโยบายเน้นการลงทุนในตลาดหุ้นไทย บริษัทจึงเสนอขายกองทุนเปิดกรุงศรีอิควิตี้ 4% พลัส 4% ทริกเกอร์ พลัส 2 (KFEQ4P4P2) มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท เสนอขายระหว่างวันที่ 14-19 มิ.ย. 2556 ตั้งเป้าผลตอบแทนโดยรวม 8% ในระยะเวลา 8 เดือน โดยรับผลตอบแทนครั้งที่ 1 เมื่อหน่วยลงทุนมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 4% และรับผลตอบแทนเพิ่มอีก 4% เมื่อกองทุนมีมูลค่าหน่วยลงทุนตั้งแต่ 10.93 บาท ณ วันใดวันหนึ่ง หรือภายใน 5 วัน ทำการติดต่อกัน และบริษัทจะรับซื้อคืนหน่วยลงทุนทั้งหมดของกองทุนโดยอัตโนมัติ
“บริษัทยังคงมีมุมมองเป็นบวกต่อทิศทางของตลาดหุ้นไทย และเชื่อมั่นว่าการลงทุนในตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจ ถึงแม้ในระยะสั้นตลาดหุ้นไทยจะยังคงมีความผันผวนอยู่บ้าง แต่ภาพรวมของเศรษฐกิจภายในประเทศมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งจากการบริโภคภายในประเทศ และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยยังคงเติบโตดี”
“กองทุน KFEQ4P4P2 เป็นทางเลือกสำหรับการลงทุนในตราสารทุน เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มองโอกาสการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นไทย และต้องการเข้ามาลงทุนเพื่อผลตอบแทนตามเป้าหมาย สามารถรับความผันผวนของราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ได้ ซึ่งการจัดสรรเงินบางส่วนมาลงทุนในตลาดหุ้นไทยในจังหวะที่เหมาะสมกับกองทุน KFEQ4P4P2 จะช่วยเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนได้” นายฉัตรพี กล่าว
นายสาห์รัช ชัฎสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและที่ปรึกษาการลงทุน ธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลและกองทุนรวม บลจ.ทิสโก้ กล่าวว่า บลจ.ทิสโก้ เสนอขายกองทุนเปิดทิสโก้ ยูเอส อิควิตี้ ทริกเกอร์ 8% # 2” มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท เสนอขายครั้งเดียวตั้งแต่วันที่ 12-19 มิ.ย. 2556 ลงทุนขั้นต่ำ 5,000 บาท
กองทุนดังกล่าวเป็นกองทุนทาร์เก็ตฟันด์ที่เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน SPDR Dow Jones Industrial Average ETF เพื่อสร้างผลตอบแทนของกองทุนให้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี Dow Jones Industrial Average โดยมีอายุโครงการประมาณ 8 เดือน หรือสามารถเลิกโครงการก่อนครบกำหนด หากสามารถสร้างผลตอบแทนได้ถึง 8% หรือมีมูลค่าหน่วยลงทุน (NAV) มากกว่า หรือเท่ากับ 10.80 บาท
“ตลาดหุ้นสหรัฐน่าสนใจลงทุนมากในขณะนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจมีทิศทางขยายตัวดีขึ้น ส่งผลบวกต่อแนวโน้มผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน รวมทั้งสภาพคล่องที่มีแนวโน้มไหลกลับเข้าไปในสหรัฐมากขึ้น นอกจากนี้ จากแนวโน้มอสังหาริมทรัพย์ที่ฟื้นตัวขึ้น คาดว่าการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ เช่น กองทุนอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจในการลงทุนอีกด้วย” นายสาห์รัช กล่าว
นอกจากนี้ ล่าสุดสถาบันจัดอันดับสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (S&P) ได้ปรับเพิ่มมุมมองน่าเชื่อถือของสหรัฐขึ้นเป็น “คงที่” จาก “ลบ” โดย S&P มองว่าการขึ้นภาษีและการลดงบประมาณรายจ่ายทำให้ความเสี่ยงทางงบประมาณประเทศลดน้อยลง ซึ่งปัจจัยทั้งหมดส่งผลบวกต่อการเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นสหรัฐให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง







