
ผ่ากม.คุมสัญญาณสร้างบ้านสคบ.เข้ม4ประเด็นร้อน
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เตรียมออกกฎหมายเพื่อให้ธุรกิจรับสร้างบ้านเป็นธุรกิจควบคุมสัญญา หลังจากที่เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการจ้างสร้างบ้านเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทิ้งงาน ก่อสร้างล่าช้า และสร้างไม่ตรงตามแบบ ล่าสุดจึงได้เปิดเวทีทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับ (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการรับจ้างก่อสร้างอาคารเพื่อการอยู่อาศัยเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. ...
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เตรียมออกกฎหมายเพื่อให้ธุรกิจรับสร้างบ้านเป็นธุรกิจควบคุมสัญญา หลังจากที่เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการจ้างสร้างบ้านเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทิ้งงาน ก่อสร้างล่าช้า และสร้างไม่ตรงตามแบบ ล่าสุดจึงได้เปิดเวทีทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับ (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการรับจ้างก่อสร้างอาคารเพื่อการอยู่อาศัยเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. ...
ปัจจัยที่สคบ. มองว่า ธุรกิจรับสร้างบ้าน ควรเป็นธุรกิจควบคุมสัญญา ธีรวัฒน์ จันทรสมบูรณ์ กรรมการว่าด้วยสัญญา สคบ. กล่าวว่า ธุรกิจจ้างสร้างบ้านมียอดร้องเรียนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2552 ที่มีจำนวน 57 ราย เพิ่มขึ้นเป็น 105 รายในปี 2555 โดยสาเหตุหลักๆ ของการร้องเรียน ก็คือ ผู้รับสร้างบ้าน
ดังนั้น การออกกฎหมายคุมสัญญารับจ้างสร้าง สคบ. ถือเป็นการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุ นั่นคือ มีสัญญาที่ครอบคลุม และคุ้มครองผู้บริโภคตั้งแต่ต้น เผื่อกรณีที่เกิดปัญหา สัญญานี้จะสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภคได้
เวทีประชาพิจารณ์ครั้งนี้ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องทั้งฝั่งผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ร่วมแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ แต่ละประเด็นที่จะระบุไว้เป็นข้อบังคับทางกฎหมาย ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีรายละเอียดที่ทั้งฝั่งผู้ประกอบการและฝั่งผู้บริโภค “เห็นต่าง”
ทั้งนี้ กฎหมายคุมสัญญารับสร้างบ้านมีด้วยกัน 4 ประเด็นหลัก 21 ข้อย่อย ครอบคลุมเฉพาะสัญญาจ้างก่อสร้างที่อยู่อาศัย ไม่เกี่ยวกับสัญญาจ้างออกแบบ และไม่คุ้มครองสัญญาสร้างบ้านเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็น โฮมออฟฟิศ ชั้นล่างเป็นสำนักงาน ชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย หรือบ้านเช่า หอพัก อพาร์ทเมนท์ต่างๆรวมทั้งไม่คุ้มครองสัญญาจ้างรับเหมา หรือจ้างบริษัทสร้างบ้านต่อเติม ปรับปรุง หรือซ่อมแซม
สุทธิศักดิ์ ภัทรมานะวงศ์ รองเลขาธิการ สคบ. กล่าวว่า แม้ว่าการคุ้มครองสัญญาที่ครอบคลุมต่อเติมบ้าน ปรับปรุง และซ่อมแซมบ้านจะทำให้คุ้มครองผู้บริโภคในวงการกว้างมากขึ้น เพราะคนไทยนิยมต่อเติม ปรับปรุงบ้าน แต่คณะกรรมการว่าด้วยสัญญา มองว่าอยากให้เรื่องใหญ่ๆ อย่างการสร้างบ้านผ่านเป็นร่างกฎหมายก่อน จึงจะผลักดันความคุ้มครองเพิ่มเติมสัญญาต่อเติมต่างๆ
เพราะ มูลค่าของการสร้างบ้านต่อหลัง สูงกว่ามูลค่าการต่อเติมและปรับปรุงบ้าน
ปัจจุบันแม้ว่าจะมีกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคกรณีสร้างบ้าน ต่อเติมบ้าน แล้วถูกทิ้งาน สร้างไม่ตรงแบบ ฯลฯ แต่เหมือนเป็นปลายทางหลังเกิดปัญหา แต่กฎหมายฉบับนี้ จะคุมปัญหาตั้งแต่เริ่มต้น นั่นคือ การคุมสัญญาให้เป็นธรรมกับผู้บริโภคมากที่สุด
สำหรับประเด็นที่มีการถกเถียงกันในเวทีประชาพิจารณ์แห่งนี้ หลักๆ มีดังนี้ ประเด็นที่ 1 ความครอบคลุมเฉพาะบ้านใหม่ หากบ้านใหม่เหล่านั้นสร้างเสร็จ แล้วไปจ้างช่างรายใหม่มาต่อเติม ในส่วนของการต่อเติม จะไม่ได้รับการคุ้มครองสัญญา ซึ่งเอกชนมองว่าคนไทยนิยมต่อเติม และการออกกฎหมายแต่ละครั้งใช้เวลานาน จึงมองว่าจะคุ้มครองแค่วงจำกัด
ประเด็นที่ 2 การแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับราคาค่าก่อสร้าง ปริมาณวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างและราคาอย่างละเอียด ซึ่งเอกชนเสนอว่าควรแสดงราคาต่อปริมาณ 1 หน่วย หากต้องใช้เกิน จะบวกลบไม่เกินเท่าไร เพราะในเชิงปฏิบัติ ไม่สามารถระบุปริมาณวัสดุที่จะใช้ทั้งหมดแบบถูกต้องได้ ขณะที่ฝั่งผู้บริโภคมองว่า กฎหมายควรให้ผู้รับสร้างบ้านระบุในสัญญาถึงปริมาณการใช้วัสดุ เพื่อผู้บริโภคจะได้ต้นทุนแท้จริง เป็นอย่างไร เพราะผู้บริโภค จะเจอผู้รับเหมาแจ้งปริมาณมากเกินไป เพื่อให้ดูว่าต้นทุนสูง แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ได้ใช้ตามปริมาณนั้นๆ
นอกจากนี้ ในประเด็นดังกล่าว เอกชนรับสร้างบ้าน ยังให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันการรับสร้างบ้านมีสัญญา 3 รูปแบบ คือ 1) ออกแบบพร้อมสร้าง 2) ออกแบบอย่างเดียว แล้วให้ผู้รับเหมาประเมินค่าก่อสร้าง และ 3) จ้างแยกส่วนตามขั้นตอน แต่สัญญาของสคบ.กำหนดให้รับเหมาอย่างเดียว ซึ่งไม่สอดคล้องกับการทำธุรกิจจริง
ทั้งนี้ ตัวแทนกรรมการว่าด้วยสัญญา สคบ. ให้เหตุผลเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวว่า กฎหมายคุมสัญญาฉบับนี้ คุ้มครองเฉพาะการก่อสร้างเท่านั้น จึงไม่ได้เขียนรวมไปถึงการออกแบบ ซึ่งในทีนี้จะรับไว้เป็นข้อสังเกตเพื่อทบทวน รวมถึงประเด็นการชำระเงินตามงวดงานด้วย
ประเด็นที่ 3 ในกฎหมายระบุว่าสัญญาจ้างสร้างบ้านจะต้องกำหนดระยะเวลายื่นคำขออนุญาตก่อสร้าง นับแต่วันทำสัญญา ซึ่งภาคเอกชนมองว่าไม่สามารถรู้ระยะเวลาขออนุญาตได้ เพราะเป็นเรื่องทางราชการ แต่ สคบ.ตีความส่วนนี้ว่า ต้องระบุในสัญญาว่า กำหนดจะยื่นขออนุญาตภายในกี่วัน นับแต่วันทำสัญญา ไม่ใช่จะขออนุญาตได้ภายในกี่วัน
ประเด็นที่ 4 เป็นประเด็นที่มีการถกเถียงอย่างมาก เพราะกฎหมายให้ระบุในสัญญาว่า ผู้รับสร้างบ้านจะต้องรับผิดชอบโครงสร้างและอุปกรณ์ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันที่ผู้บริโภครับมอบอาคาร ซึ่งเอกชนมองว่า เรื่องรับผิดชอบด้วยการรับประกันโครงสร้างไม่น้อยกว่า 5 ปี ไม่ใช่ปัญหา แต่คำว่า อุปกรณ์ หมายถึงอะไร ถ้าหมายถึง หลอดไฟ ลูกบิด หรืออุปกรณ์ที่ผู้สร้างไม่ได้ผลิตขึ้น จะรับผิดชอบได้อย่างไร
เพราะปกติ ผู้ผลิตอุปกรณ์เหล่านี้ จะรับประกันเพียง 1 ปีเท่านั้น โดยในส่วนนี้ สคบ. จะเก็บไว้เป็นข้อสังเกต เพราะไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ว่า คำว่า อุปกรณ์ หมายถึง อุปกรณ์ใดบ้าง
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่อง “คำที่ห้ามเขียน” ระบุลงในสัญญา หากระบุ กฎหมายถือว่าไม่มีผล เช่น ห้ามระบุว่า ผู้ประกอบการจะยกเว้นความรับผิดชอบ ยกเลิกสัญญาได้โดยไม่ต้องบอกล่วงหน้า เรียกร้องให้ชำระหนี้ จะไม่คืนเงิน ผู้บริโภคที่ไม่ตรวจรับงานตามกำหนด ให้ถือว่ารับแล้ว เป็นต้น
ถ้อยคำดังกล่าวถูกห้ามเขียนลงในสัญญา ซึ่งกลายเป็นข้อถกเถียงอย่างหนักเช่นกัน เพราะเอกชนมองว่าเป็นข้อห้าม ที่แม้แต่ผู้บริโภคทำผิดเงื่อนไข เช่น เป็นผู้ทำผิดสัญญาเอง ยังเลือกวัสดุไม่ได้ จนเริ่มงานก่อสร้างไม่ได้ ไม่ยอมตรวจรับบ้าน ทำให้ผู้ประกอบการเบิกเงินงวดสุดท้ายไม่ได้ แต่กฎหมายก็ยังคุ้มครองเฉพาะผู้บริโภค
พัชรา ตัณฑยรรยง นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน กล่าวว่า ในฐานะสมาคมฯ เห็นด้วยกับสคบ. เพราะถือว่าเป็นหน่วยงานที่มีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือ ส่งมอบบ้านที่มีมาตรฐานให้ผู้บริโภค เพียงแต่อาจจะมีลักษณะของคำ หรือข้อความที่ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกัน เพื่อความชัดเจนในการปฏิบัติตาม และไม่เกิดปัญหาในภายหลัก
ขณะที่ฝั่งตัวแทนผู้บริโภค กล่าวว่า ในฐานะผู้บริโภคเห็นด้วยกับกฎหมายคุ้มครองสัญญาที่ออกมาทุกประการ เพราะที่ผ่านมาผู้บริโภคจำนวนไม่น้อย ที่เจอเอารัดเอาเปรียบด้วยสัญญาของผู้ประกอบการ แต่ไม่ได้ว่าว่าทุกรายจะไม่ดี เพียงแต่ควรมีอะไรที่เป็นเกราะป้องกันให้ผู้บริโภคบ้าง
ท้ายที่สุด กฎหมายคุ้มครองสัญญาจะออกมาเป็นอย่างไร คงต้องจับตาดู โดยหลังจากขั้นตอนประชาพิจารณ์แล้ว จะเชิญผู้เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ประกอบการรับสร้างบ้าน และตัวแทนผู้บริโภค หารืออีกครั้งก่อนที่จะออกมาเป็นกฎหมายจริง ซึ่ง สคบ.ตั้งเป้าภายในสิ้นปีนี้ พร้อมใช้กฎหมายนี้แน่







