
Absolute Return...ลงทุนเพื่อผลตอบแทน
โดย...ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ CEO บลจ.วรรณ
โดย...ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ CEO บลจ.วรรณ
สวัสดีครับ ฉบับแรกที่ผมจะได้มีโอกาสมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมถึงข่าวสารและมุมมองทางด้านการลงทุนกับท่าน ที่ติดตามโพสต์ทูเดย์นะครับ ผมจะมาพบกับท่านผู้อ่านทุกเดือน หากท่านมีข้อสอบถามสามารถติดต่อทางทีมงานของโพสต์ทูเดย์ได้นะครับ
หากมองการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ในช่วงเวลานี้ คงต้องยอมรับว่าผลตอบแทนของสินทรัพย์ต่างๆ ได้สร้างความผันผวนให้แก่นักลงทุนแต่ละท่านไม่มากก็น้อย อีกทั้งด้วยมุมมองต่อตลาดสินทรัพย์ไทยในระยะอันใกล้นี้ ยังคงไม่ได้มีปัจจัยบวกที่ชัดเจนที่จะผลักดันให้ราคาสินทรัพย์มีทิศทางเชิงบวกอย่างแน่ชัด เนื่องจากนักลงทุนยังคงมีความกังวลต่อพัฒนาการเศรษฐกิจในประเทศหลักๆ อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา ยูโรโซน และจีน รวมทั้งการจับตามองต่อคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต่อแนวทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในวันที่ 10 ก.ค. 2556 และมาตรการการดูแลค่าเงินบาทของทางการไทย
หลายๆ ปัจจัยที่ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ชัดเจนจึงมีคำถามที่ผมมักจะพบบ่อยๆ ในช่วงนี้ คือ ควรลงทุนอะไรดี ซึ่งผมมักจะเน้นว่า การบริหารการลงทุนเพื่อให้พอร์ตการลงทุนสามารถสร้างผลตอบแทนอย่างมีประสิทธิภาพ นักลงทุนควรต้องมุ่งการลงทุนในรูปแบบการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ (Asset Allocation) ผ่านการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย (Multi Asset Classes) ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ ตราสารอนุพันธ์ ทองคำและน้ำมัน เป็นต้น โดยปรับสัดส่วนในแต่ละช่วงเวลาให้รับกับสถานการณ์ลงทุน
ข้อดีของการจัด Asset Allocation คือ การสร้างผลตอบแทนพร้อมๆ กับการลดความเสี่ยงในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราสามารถจัดสรรพอร์ตการลงทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนเป้าหมายในลักษณะของ Absolute Return คือ การมุ่งสร้างผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุนมากกว่าการปรับขึ้นลงตามสภาวะตลาดหุ้น ซึ่งกลยุทธ์นี้มักจะเหมาะกับผู้ลงทุนกลุ่มที่ต้องการผลตอบแทนแบบไม่เปรียบเทียบกับการปรับตัวของตลาด
จากสถิติการจัดสัดส่วนสินทรัพย์ระหว่าง Money Market และตราสารทุน (SET Total Return Index) โดยใช้ข้อมูลตั้งแต่ปี 2547 ถึงสิ้นไตรมาสแรกปี 2556 เราพบว่า หากเราตั้งสมมติฐานว่า ต้องการอัตราผลตอบแทน 2% ต่อไตรมาสโดยจัดสัดส่วนของหุ้นและตราสารหนี้ที่ได้อย่างเหมาะสม พบว่า โอกาสที่พอร์ตการลงทุนจะไม่ขาดทุนมีถึง 97% ขณะที่โอกาส 62% ที่จะได้รับผลตอบแทนมากกว่า 1.5% และผลตอบแทนโดยเฉลี่ยต่อไตรมาสอยู่ที่ระดับประมาณ 2.15% ซึ่งสะท้อนว่า กลยุทธ์ดังกล่าวสามารถตอบโจทย์การลงทุนในลักษณะนี้ได้ดี
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะจัดพอร์ตการลงทุนแล้วผู้ลงทุนก็ควรที่จะรับรู้ผลกำไรจากการลงทุนในแต่ละช่วง ทั้งนี้ เพราะไม่มีใครสามารถทราบล่วงหน้าว่าวิกฤตเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ซึ่งหากไม่มีการขายทำกำไรแล้ว ผลตอบแทนที่สะสมมาตลอดช่วงการลงทุนอาจพลิกเป็นขาดทุนได้ อย่างเช่น ตัวอย่างในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ของปี 2551 และไตรมาสแรกของปี 2552 ผลตอบแทนของ SET TRI กลับติดลบ คือ -21.12%-24.26% และ -2.69% ตามลำดับ ซึ่งหมายถึงถ้านักลงทุนไม่มีการขายทำกำไรระหว่างทาง จะส่งผลให้เป้าหมายการออมระยะยาวไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวังไว้
สำหรับ บลจ.วรรณ เราได้ใช้กลยุทธ์ดังกล่าวมาสร้างช่องทางการลงทุนให้กับผู้ลงทุนรายย่อยที่ไม่มีเวลาติดตามปรับพอร์ตการลงทุน ซึ่งคาดว่าน่าจะแนะนำให้ท่านผู้ลงทุนได้รู้จักในช่วงเดือน มิ.ย.นี้ครับ







