
ความอยู่รอดของไปรษณีย์ไทย
ในธุรกิจการจัดส่งของ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทไปรษณีย์ไทย หรือบริษัทให้บริการจัดส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ เช่น FedEx, DHL, UPS และบรรดา Express Service ทั้งหลายต้องทำก่อนอื่นใด คือ ต้องค้นหาความคาดหวังของผู้ใช้บริการให้ชัดเจนเสียก่อน แล้วนำความคาดหวังของผู้ใช้บริการมาตั้งเป็น Mission และตั้งเป็นคุณค่าของบริการขึ้นมา
ในธุรกิจการจัดส่งของ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทไปรษณีย์ไทย หรือบริษัทให้บริการจัดส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ เช่น FedEx, DHL, UPS และบรรดา Express Service ทั้งหลายต้องทำก่อนอื่นใด คือ ต้องค้นหาความคาดหวังของผู้ใช้บริการให้ชัดเจนเสียก่อน แล้วนำความคาดหวังของผู้ใช้บริการมาตั้งเป็น Mission และตั้งเป็นคุณค่าของบริการขึ้นมา
Mission ในธุรกิจจัดส่งของจะครอบคลุมอยู่ใน 4 ข้อนี้ คือ 1.สะดวกและรวดเร็ว 2.ไปรษณีย์ภัณฑ์ไม่สูญหาย 3.ถึงมือผู้รับภายในเวลาที่กำหนด 4.คุ้มราคา ซึ่งทั้งบริษัทไปรษณีย์และบริษัทจัดส่งพัสดุภัณฑ์ทั้งหลายก็ต้องคิดหาวิธีการทำงานของตัวเอง เพื่อสร้างความสำเร็จใน 4 หัวข้อนี้ให้ได้ จึงจะทำให้องค์กรอยู่รอด
แต่ท่านผู้อ่านคะ ในการบริหารจัดการเพื่อให้ประสบความสำเร็จนั้นมีต้นทุนค่ะ ใครมีทุนมากก็ไปได้ไว แต่ขณะที่ค่าบริหารจัดการ ค่าครองชีพ และค่าใช้จ่ายในกิจการไปรษณีย์ไทยเพิ่มขึ้นทุกปีตามอัตราเงินเฟ้อ แต่รัฐบาลควบคุมราคาส่งไปรษณีย์ 2 บาทไว้นานถึง ไปหน่อย ...คือนานถึง 17 ปี ทำให้ไปรษณีย์ไทยกลายเป็นองค์กรที่อยู่ในภาวะขาดทุนและทำอะไรแทบไม่ได้เลย
มันส่งผลให้กิจการไปรษณีย์ไทยชะงักงันและเปิดโอกาสให้บรรดาบริษัททำธุรกิจเกี่ยวกับ Logistics คือธุรกิจขนส่งและจัดส่งไปรษณียภัณฑ์ข้ามชาติเข้ามาก่อร่างสร้างตัวในเมืองไทยกันได้อย่างเข้มแข็ง
ธุรกิจเกี่ยวกับ Logistics เติบโตขึ้นในเมืองไทยอย่างก้าวกระโดด เพราะบริษัทที่เข้ามาประกอบการต่างก็ได้ขายบริการได้ตามคุณค่าของการบริการ 4 ข้อที่กล่าวไว้ข้างต้นอย่างชัดเจน ทำให้สามารถสร้างรายได้จากบรรดาบริษัทที่ต้องใช้บริการส่งออกและนำเข้าพัสดุภัณฑ์กับประเทศไทยได้อย่างเป็นเนื้อเป็นหนัง
แรกทีเดียวผู้เขียนนึกไม่ออกหรอกค่ะว่า บริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับ Logistics พวกนี้จะทำมาหากินเรื่องจัดส่งพัสดุภัณฑ์ได้มากมายอะไร แต่อยู่มาวันหนึ่งผู้เขียนลงไปเยี่ยมลูกชายซึ่งเรียนหนังสือที่ภูเก็ต ครูใหญ่พูดกับผู้เขียนว่า “บริษัท DHL เพิ่งนำข้อสอบที่ส่งมาจากอังกฤษมาถึงโรงเรียนมาให้ลูกชายคุณสอบอาทิตย์หน้าเมื่อตะกี้นี้เอง”ตอนที่นั่งเครื่องบินกลับมาจากภูเก็ต ผู้เขียนนั่งชมวิวนอกหน้าต่างเครื่องบินไปและคิดไปด้วยความสงสัยว่า
"เอ แล้วทำไมผู้ให้บริการนำส่งข้อสอบมาให้โรงเรียนกลายเป็นบริษัทต่างประเทศ ทำไมไม่ใช่ไปรษณีย์ไทยนะ" นับจากวันนั้นมา ผู้เขียนก็ได้เรียนรู้ว่าการจัดส่งพัสดุภัณฑ์เข้าออก ประเทศไทยไม่ใช่ธุรกิจที่มีสเกลจิ๊บจ๊อยอีกต่อไป
ในธุรกิจของไปรษณีย์ไทยซึ่งต่อเนื่องมาจากการที่รัฐบาลยอมให้ขึ้นค่าส่งไปรษณีย์เป็น 3 บาท การบริหารจัดการในเวลาต่อมาเริ่มดีขึ้น แต่ฟ้าสว่างยังไม่ทันไร เมฆครึ้มอีกก้อนกำลังก่อตัวขึ้น เพราะขณะนั้น... การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เริ่มเข้าสู่การสื่อสารที่หันไปทำกันในอากาศ มันกำลังจะเปลี่ยนรูปแบบการส่งจดหมายโดยการพึ่งพาไปรษณีย์ไปอย่างถอนรากถอนโคน มันคุกคามการไปรษณีย์เข้ามาทุกขณะ
แล้วไม่กี่ปีต่อมา ... สิ่งแรกที่เกิดขึ้นคือ... กิจการโทรเลขของไปรษณีย์ไทยม้วยมอดลงอย่างเงียบงัน อันเนื่องมาจากเทคโนโลยีของโทรศัพท์มือถือ นั่นคือฤทธิ์เดชของการสื่อสารใน Digital Age อันน่าครั่นคร้าม และการสื่อสารแบบ Social Media จะทำให้ในที่สุดการเขียนจดหมายส่งทางไปรษณีย์จะไม่มีอีกต่อไป
แม่นางไซเรนส่งเสียงและคำพูดอันโหยหวนถึงไปรษณีย์ทั่วโลกว่า กิจการไปรษณีย์กำลังจะหมดเวลาลงแล้ว
มันไม่เพียงแต่เป็นเค้าลางอันตรายสำหรับไปรษณีย์ทั่วโลก บรรดาไปรษณีย์ทั่วโลกหันมาค้นหาหนทางเพื่อการอยู่รอดกันขนานใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย เอง ก็ทำงานหนัก และค้นพบว่าหนทางอยู่รอดอย่างหนึ่งคือการสร้างธุรกิจขนส่ง หรือ Logistics ขึ้นมาทดแทนการส่งจดหมายส่วนบุคคลซึ่งลดจำนวนลงไป n
(อ่านต่อวันอังคารหน้าค่ะ)







