
หุ้นเสี่ยงขาลงจำกัด
ดัชนีดิ่ง9%แล้วใกล้เคียงถอนคิวอี1/2‘กรุงไทย’ส่งทริกเกอร์ฟันด์ช้อนหุ้น
ดัชนีดิ่ง9%แล้วใกล้เคียงถอนคิวอี1/2‘กรุงไทย’ส่งทริกเกอร์ฟันด์ช้อนหุ้น
ทิสโก้ เวลธ์ มองความเสี่ยงหุ้นขาลงมีน้อย ดัชนีดิ่ง 9% ใกล้สถิติเก่าเลิกคิวอี 12 บลจ.แห่ออกทริกเกอร์
น.ส.วรสินี สังวรเวชภัณฑ์ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ทิสโก้ เวลธ์ เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยมีความเสี่ยงขาลงค่อนข้างต่ำ จากการศึกษาข้อมูลในช่วงหยุดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) 1 และ คิวอี 2 ในปี 2553-2554 ตลาดหุ้นปรับตัวลงเฉลี่ย 10% ในช่วง 23 เดือนก่อนการยุติคิวอี 1 และคิวอี 2 ซึ่งตอนนี้ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงมาแล้ว 9% จนถึงวันที่ 6 มิ.ย. 2556
นอกจากนี้ เศรษฐกิจสหรัฐมีความแข็งแกร่งมากขึ้นเข้าใกล้เป้าหมายที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กำหนดไว้ อีกทั้งเศรษฐกิจโลกโดยรวมมีความเสี่ยงน้อยลง เห็นได้จากความเสี่ยงที่ลดลงในยุโรปและจีน ส่วนเศรษฐกิจไทยในปีนี้คาดว่ายังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ระดับ 4.7% และปีหน้าขยายตัว 5% ทิสโก้ เวลธ์ จึงยังคงมีมุมมองเป็นบวกต่อตลาดหุ้นไทย โดยมองเป้าหมายดัชนีปีนี้ที่ 1,700 จุด
“ตลาดหุ้นไทยลงในรอบนี้มองว่าใกล้ถึงจุดต่ำสุดและเป็นการปรับฐานในระยะสั้น ดังนั้นผู้ลงทุนอาจใช้จังหวะนี้ทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดีหรือลงทุนในกองทุนทริกเกอร์ฟันด์ ที่มีนโยบายลงทุนในตลาดหุ้นไทย เพื่อสร้างโอกาสในการเพิ่มผลตอบแทนให้กับพอร์ตลงทุน” น.ส.วรสินี กล่าว
ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ อยู่ระหว่างเสนอขายกองทุนเปิด ทิสโก้ ไทย อิควิตี้ ทริกเกอร์ 8% # 8” ซึ่งเป็นทาร์เก็ตฟันด์เน้นลงทุนในหุ้นไทย โดยจะเลิกกองทุนเมื่อสร้างผลตอบแทนได้ถึง 8% หรือมีมูลค่าหน่วยลงทุน (NAV) มากกว่าหรือเท่ากับ 10.80 บาท มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท โดยเปิดขายครั้งแรกระหว่างวันที่ 7-11 มิ.ย. 2556 มูลค่าจองซื้อขั้นต่ำ 5,000 บาท
นายสมชัย บุญนำศิริ กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย หรือ KTAM กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวค่อนข้างแรงในช่วงที่ผ่านมา จากระดับดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,643.40 จุด ในช่วงเดือน เม.ย. และปรับตัวลดลงต่ำสุดเมื่อวันที่ 6 มิ.ย. อยู่ที่ 1,490.21 จุด หรือปรับตัวลดลงประมาณ 10% บริษัทจึงมองว่าเป็นจังหวะดีในการออกกองทุนเปิดกรุงไทย 5% ทริกเกอร์ฟันด์ (KRIG 5%) เสนอขายตั้งแต่วันที่ 7-11 มิ.ย. 2556 อายุประมาณ 6 เดือน มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท ลงทุนขั้นต่ำ 1 หมื่นบาท
กองทุนจะเน้นลงทุนในตราสารทุนและตราสารหนี้ โดยผู้จัดการกองทุนสามารถปรับสัดส่วนการลงทุนได้ตั้งแต่ 0-100% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน เพื่อให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ในแต่ละช่วงเวลา ผู้ลงทุนมีโอกาสรับผลตอบแทน 5% ภายใน 6 เดือน เมื่อกองทุนมีมูลค่าหน่วยลงทุนตั้งแต่ 10.80 บาทขึ้นไป เป็นเวลา 3 วันทำการติดต่อกัน
นายสมชัย กล่าวว่า กลยุทธ์ในการบริหารกองทุนนี้ บริษัทจะคัดสรรหลักทรัพย์ที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงตามปัจจัยพื้นฐาน มีศักยภาพในการเติบโตที่มั่นคงและสามารถสร้างอัตราการเติบโตของกำไร ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวน เพื่อให้ผลการดำเนินงานของกองทุนถึงเป้าหมายตามที่ได้คาดการณ์ไว้
นายวีระ วุฒิคงศิริกูล รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายงานจัดการลงทุน บลจ.กรุงไทย กล่าวว่า หลังจากมีความชัดเจนในการดูแลค่าเงินบาทและปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาแล้ว รวมถึงความกังวลถอนคิวอีทำให้นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นทั่วโลก รวมทั้งหุ้นไทยออกมา ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงประมาณ 5% สู่ระดับเดียวกับช่วงต้นปี 2556 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 30.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ช่วยลดแรงกดดันค่าเงินบาทที่แข็งค่า
“เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยยังเป็นที่สนใจของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งช่วงที่ผ่านมากองทุนจากญี่ปุ่นก็มีการระดมทุนเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย และหลังจากนี้ก็มีโอกาสที่จะมีเม็ดเงินลงทุนจากญี่ปุ่นเข้ามาในตลาดหุ้นไทยได้อีก เพราะปัจจุบันดอกเบี้ยทั่วโลกทรงตัวในระดับต่ำ โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้ว จึงเชื่อว่าเงินทุนต่างชาติก็จะไหลมาลงทุนในเอเชีย รวมทั้งหุ้นไทยด้วย” นายวีระ กล่าว
อย่างไรก็ตาม หลังจากตลาดหุ้นไทยปรับฐานลงมาทำให้ราคาในปัจจุบันถือว่าไม่แพง มีสัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (พี/อี) ประมาณ 1-2 เท่า ซึ่งถือเป็นระดับที่น่าสนใจลงทุน และหุ้นหลายตัวราคาก็กลับมาน่าสนใจอีกครั้ง







