
โครงการทวายยังไม่ได้ปักเสาเข็ม
โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจและท่าเรือน้ำลึกทวาย ซึ่งเป็นอภิมหาโครงการลงทุนระหว่างประเทศ ไทย และ พม่า ที่รัฐบาลจดจ่อจะทำให้โครงการเกิดขึ้นได้ในต้นปีนี้ กลับยังไม่สามารถตั้งไข่ได้อย่างใจคิด
โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจและท่าเรือน้ำลึกทวาย ซึ่งเป็นอภิมหาโครงการลงทุนระหว่างประเทศ ไทย และ พม่า ที่รัฐบาลจดจ่อจะทำให้โครงการเกิดขึ้นได้ในต้นปีนี้ กลับยังไม่สามารถตั้งไข่ได้อย่างใจคิด
โครงการทวายยังไม่ได้ฤกษ์ตอก “เสาเข็ม” และความชัดเจนในโครงการหลายเรื่องยังไม่ชัดเจน
นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รมต.ประจำสำนักนายกฯ และประธานคณะกรรมการประสานระหว่างไทยเมียนมาร์ เพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง (เจซีซี) กล่าวว่า การลงทุนโครงการเร่งด่วนในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายจะเริ่มดำเนินการหลังจัดตั้งบริษัทนิติบุคคลเฉพาะกิจ (เอสพีวี) และบริษัทร่วมทุนฯ
“พอเริ่มทำเอสพีวี เราก็จะไปหานักลงทุน ระดมทุน และวางแผนกันต่อว่าจะทำอย่างไร ซึ่งในส่วนการลงทุนจะเป็นหน้าที่ของบริษัทร่วมทุนฯ (เอสพีซี) ส่วนจะทันในปีนี้หรือไม่ คงต้องรอฟังข้อหารือในการประชุมคณะกรรมการร่วมระดับสูงไทยเมียนมาร์ เพื่อพัฒนาทวายฯ (เจเอชซี) ก่อน” นิวัฒน์ธำรง กล่าว
รายงานข่าวระบุว่า วันที่ 17 ธ.ค. 2555 ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ และประธานาธิบดีเต็งเส่ง แห่งเมียนมาร์ ได้ลงพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย และประกาศร่วมกันว่าการลงทุนโครงการเร่งด่วน 8 โครงการภายในเดือน เม.ย. 2556 แต่จนถึงขณะนี้การลงทุนไม่คืบหน้า มีเพียงการลงทุนบ้างในส่วนของบริษัท ทวาย ดีเวล๊อปเมนต์ (ดีซีซี) เท่านั้น
นิวัฒน์ธำรง ระบุถึงกระแสข่าวที่ชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเยือนประเทศพม่า เมื่อเร็วๆ นี้ ต่ไม่มีพูดถึงโครงการทวายว่า ผู้นำ 2 ประเทศได้พูดคุยกันเรื่องนี้ และอาเบะเข้าใจโครงการมากขึ้น ซึ่งมั่นใจว่าญี่ปุ่นจะร่วมมือในโครงการนี้แน่ และการประชุมเจเอชซี และเจซีซีที่ไทยวันที่ 1617 มิ.ย.นี้ ญี่ปุ่นจะเข้าร่วมประชุมด้วย
นอกจากนี้ นายกฯ ญี่ปุ่นได้แต่งตั้งเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เป็นผู้แทนฝ่ายญี่ปุ่นเพื่อหารือกับฝ่ายไทยและพม่าเกี่ยวกับความร่วมมือการลงทุนเพื่อพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ทำให้มีตัวแทนจาก 3 ประเทศที่จะร่วมมือผลักดันโครงการนี้
นิวัฒน์ธำรง กล่าวถึงการหารือกับYasutoshi Nishimura ผู้ช่วยรัฐมนตรีอาวุโสด้านการคลังและภัยพิบัติของคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น ว่า ได้ชี้แจงแผนการลงทุน 2 ล้านล้านบาท และระบบป้องกันน้ำท่วม รวมถึงการลดภาษีนิติบุคคลของไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนญี่ปุ่นที่จะเพิ่มการลงทุนและรักษาการลงทุนในไทยต่อไป
ความพยายามชักชวนญี่ปุ่นเข้ามาร่วมลงทุนในโครงการนี้ รัฐบาลตั้งใจอย่างยิ่งเพราะโครงการขนาดใหญ่ควรจะเป็นการร่วมลงทุน ซึ่งจะได้ประโยชน์ทุกฝ่าย
อย่างไรก็ดี ทางญี่ปุ่นยังสงวนท่าทีว่าอย่างไร ซึ่งญี่ปุ่นจะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้โครงการนี้ล่าช้าไปถึงเมื่อไหร่







