
เฮาส์แบรนด์มือถือรากหญ้าที่ยังไม่ตาย
ในช่วงปีที่ผ่านมาโทรศัพท์มือถือที่เป็นเฮาส์แบรนด์ ได้สร้างปรากฏการณ์เขย่าวงการโทรศัพท์มือถือเมืองไทยอย่างมาก เพราะสามารถสร้างความสั่นสะเทือนให้กับโทรศัพท์มือถือระดับอินเตอร์แบรนด์ได้อย่างมาก
โทรศัพท์มือถือเฮาส์แบรนด์นั้น คือ โทรศัพท์ที่ผลิตขึ้นและมีจำหน่ายในวงจำกัดในบางประเทศเท่านั้น เช่น ไอโมบาย เจโฟน เวลล์คอม ทีดับบลิวแซด จีเน็ต และโฟนวัน เป็นต้น ซึ่งข้อดีของเฮาส์แบรนด์เหล่านี้ คือ
“ราคา” ที่ปกติจะไม่เกิน 4,000 บาท แต่มีฟังก์ชันการใช้งานที่หลายหลาก ไม่ว่าจะเป็นจอสี ระบบมัลติมีเดีย ดูหนัง ฟังเพลง บลูทูธ ท่องอินเทอร์เน็ต ดูทีวี 2 ซิมขณะที่ฟังก์ชันการใช้งานระดับนี้ หากเป็นโทรศัพท์อินเตอร์แบรนด์อย่างโนเกีย โมโตโรล่า ราคาอยู่ในหลักหมื่นบาท
เมื่อราคาและฟังก์ชันที่โดนใจเหล่านี้มาเชื่อมอยู่ด้วยกัน ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น และสามารถยึดพื้นที่ส่วนแบ่งในตลาดได้อย่างเหนียวแน่น แต่มาในปีนี้ด้วยกระแสสมาร์ตโฟนที่มาแรง และการโต้กลับของกลุ่มอินเตอร์แบรนด์ที่เปิดตัวโทรศัพท์รุ่นที่มีราคาในหลักพันบาท เพื่อตอบโต้มือถือเฮาส์แบรนด์อย่างหนัก ทำให้ทิศทางตลาดมือถือเฮาส์แบรนด์มีอุปสรรคเพิ่มมากขึ้น
แหล่งข่าวในวงการโทรศัพท์มือถือ เปิดเผยว่า จุดเด่นที่สุดของเฮาส์แบรนด์ คือ สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ 2 ซิม ความสามารถในการรับชมทีวีได้ ซึ่งฟังก์ชันมือถือที่มี 2 ซิม และชมโทรทัศน์ได้นั้น อาจจะขายไม่ได้ในยุโรป ในเกาหลี หรือในประเทศใกล้เคียง แต่สามารถขายได้ในประเทศไทย ในทางเดียวกันเช่น อินโดนีเซีย คนใช้ชอบมือถือที่มีคีย์บอร์ด เพราะคนนิยมไว้ใช้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ซึ่งตอนนี้อาจจะเริ่มนิยมมากขึ้นในไทย
“
ในไทยมือถือ 2 ซิม หรือมือถือดูทีวี เป็นตลาดเฉพาะมากที่อินเตอร์แบรนด์ไม่ทำ สุดท้ายเฮาส์แบรนด์เลยสามารถชิงตลาดตรงนี้ แม้ว่าขนาดจะไม่เติบโตไปจากนี้แล้ว แต่ก็ยังมีพื้นที่ให้ยืนอยู่ได้” แหล่งข่าวเปิดเผยกิตติพงศ์ กนกวิไลรัตน์ ผู้อำนวยการบริหารสายงานการตลาด บริษัท เจมาร์ท กล่าวว่า ตลาดเฮาส์แบรนด์ปีนี้อาจจะไม่เติบโตหวือหวามาก เพราะอินเตอร์แบรนด์เริ่มลงมาเล่นสงครามด้วยแล้ว แต่เชื่อว่าจะเหลือเฮาส์แบรนด์รายหลักอยู่ประมาณ 5 รายเท่านั้นที่สามารถทำตลาดอยู่
ส่วนเจโฟน ก็ยังทำตลาดอย่างต่อเนื่อง มีการเปิดตัวรุ่นใหม่ๆ ทุกไตรมาส เน้นทั้งเรื่องดีไซน์ของเครื่อง การใช้งานได้ 2 ซิม และจุดแข็งสำคัญคือ การมีหน้าร้านของเจมาร์ทที่ครอบคลุมทั่วประเทศไทย สร้างความน่าเชื่อถือในแบรนด์ว่า ถ้ามีปัญหาสามารถใช้บริการหลังการขายได้ทันที
ธนานันท์ วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถ ไอโมบาย กล่าวว่า ไอโมบายจะเปิดตัวโทรศัพท์มือถือใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง 4050 รุ่นในปีนี้ โดยเน้นทั้งฟีเจอร์โฟนที่เน้นการใช้งานติดต่อสื่อสาร มัลติมีเดียโฟนที่เน้นความบันเทิง และสมาร์ตโฟนสำหรับคนที่ต้องการใช้งานและเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต การมีโทรศัพท์ที่หลากหลายทำให้กลุ่มลูกค้ามีทุกระดับ ไอโมบายจึงสามารถรักษาส่วนแบ่งการตลาดในประเทศไว้ได้ และยังมุ่งเน้นทำตลาดในต่างประเทศเพิ่ม เช่น เวียดนาม บังกลาเทศ เป็นต้น
ขณะที่อินเตอร์แบรนด์อย่าง นนทวัน สินธวานนท์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด บริษัท โนเกีย (ประเทศไทย) เชื่อว่าที่ยืนของเฮาส์แบรนด์ คือ ตลาดระดับล่างที่ราคาไม่เกิน 5,000 บาท แต่โนเกียก็มีจุดแข็ง คือ การใช้อีโคโนมี ออฟ สเกล มีจำนวนการผลิตทั่วโลกมาก ทำให้ทำราคาตลาดระดับล่างได้ดี แต่เครื่องยังมีคุณภาพแข็งแรงทนทาน จึงยังสามารถครองส่วนแบ่งตลาดระดับล่างอยู่ได้
ขณะที่ซัมซุงเองก็เปิดตัวโทรศัพท์เคลื่อนที่ระดับราคาไม่ถึง 1 หมื่นบาท ออกมามากขึ้น
นั่นหมายความว่า ค่ายอินเตอร์แบรนด์ทั้งหลายได้เดินหน้าตอบโต้มือถือเฮาส์แบรนด์อย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตาม ด้วยราคาและฟังก์ชัน หรือฟีเจอร์ การใช้งานที่หลากหลายของมือถือเฮาส์แบรนด์ ที่มีให้เลือกทั้งระดับรากหญ้าจนไปถึงสมาร์ตโฟน แต่ใช้ราคาเป็นจุดขายหลัก ก็ทำให้มือถือเฮาส์แบรนด์ยังยืนหยัดอยู่ในตลาดเมืองไทยได้อย่างไม่ยากเย็นนัก และยิ่งเมื่อภาวะเศรษฐกิจไม่ดี ลูกค้ามีเงินในมือน้อยลง ก็จะยิ่งทำให้มือถือเฮาส์แบรนด์เปล่งประกายมากขึ้น เพราะ
“จ่ายน้อย แต่ได้มาก” คือนิสัยของผู้บริโภคชาวไทย






