
ก้าวย่างที่ท้าทาย
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นคลังสมอง (Think Tank) ด้านอาเซียนของภูมิภาคนี้ เพราะกว่าจะเดินไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ ต้องฝ่าฟันอุปสรรคอีกมาก ประภัสสร์ เทพชาตรี ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงต้องวางแผนเพื่อนำทัพไปให้ถึงเป้าหมาย โดยต้องกำหนดยุทธศาสตร์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว
สำหรับระยะสั้นจะเน้นการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งที่ผ่านมาทางศูนย์อาเซียนศึกษาได้ดำเนินกิจกรรมให้สอดคล้องกับพันธกิจที่วางไว้ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกอบรมที่มีถึง 10 หลักสูตร การจัดประชุมสัมมนาให้ความรู้กับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และบุคคลทั่วไป
นอกจากนี้ ยังเพิ่มบทบาทของตัวเองให้เป็นที่ปรึกษาด้านอาเซียนให้กับหน่วยงานต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่อาเซียน ซึ่งที่ผ่านมาก็เป็นที่ปรึกษาให้คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และล่าสุดอยู่ระหว่างทำแผนเตรียมความพร้อมบุคลากรให้กับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งคาดว่าจะเสร็จภายในเดือน ก.ย.นี้
อีกทั้งยังเป็นศูนย์ข้อมูลอาเซียนทั้งในประเทศและเพื่อนบ้านอาเซียน เพื่อสร้างเครือข่ายให้สมกับการเป็นคลังข้อมูลของอาเซียน โดยจะมีการรวบรวมและเผยแพร่ผลงานวิจัยต่างๆ เกี่ยวกับอาเซียน การวิเคราะห์ข้อมูลจุดอ่อน จุดแข็งของประเทศในภูมิภาคนี้ เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับหน่วยงานต่างๆ นำไปใช้ประกอบการพิจารณาตัดสินใจ
มาถึงวันนี้ การสร้างเครือข่ายยังไม่คืบหน้ามากนัก เพราะมองว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนเท่ากับการเตรียมความพร้อมให้กับคนในประเทศ แต่ก็ใช่ว่าจะนิ่งเฉย เพราะได้มีการร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ในประเทศแล้วกว่า 70 แห่ง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อดีด้านอาเซียนระหว่างกัน ส่วนในต่างประเทศได้หารือร่วมกับศูนย์อาเซียนของสิงคโปร์และมาเลเซียแล้ว ซึ่งพร้อมให้ศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นแกนกลางในการประสานข้อมูลและความร่วมมือด้านอาเซียน
แต่เมื่อถามว่าขณะนี้ ประเทศไทยพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนหรือยัง ประภัสสร์ พูดชัดเจนว่า ไทยยังไม่มีความพร้อมเกือบทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดแผนแม่บทการเข้าสู่อาเซียนในระดับชาติที่ชัดเจน ทำให้แต่ละหน่วยงานต่างทำต่างเดินจนสะเปะสะปะ ขาดการบูรณาการ ตอบโจทย์ไม่ได้ และคนของไทยยังไม่พร้อม ทั้งด้านทักษะภาษาและความรู้เกี่ยวกับอาเซียนจนทำให้เกิดการเข้าใจผิดเกี่ยวกับอาเซียน กลายเป็นทัศนคติไม่ดี โดยเฉพาะเรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงานที่เข้าใจว่าจะถูกแรงงานต่างชาติเข้ามาแย่งงานจนเกิดการความตระหนักที่ผิดๆ
“ก่อนอื่นเราต้องวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของตัวเองให้ได้ก่อนว่าเมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียนแล้ว จะมีผลกระทบทั้งเชิงบวกและลบอย่างไรบ้าง แต่เสียดายที่ผ่านมาเราปล่อยเวลาให้เสียเปล่าไปแล้วเพิ่งจะมาตื่นตัวไม่กี่ปีนี้ รัฐบาลเองก็ล้มเหลว เพราะไม่มีการกำหนดแผนแม่บทอาเซียนที่ชัดเจน ที่ทำและมีอยู่ก็ตอบโจทย์ผิด”
ขณะเดียวกัน แม้ว่าศูนย์อาเซียนศึกษาจะรับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลปีละ 20 ล้านบาท ก็ยังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับเป้าหมายที่จะก้าวไป และเมื่อเทียบกับบางหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนในจำนวนที่สูงกว่า นี่จึงกลายเป็นอีกหนึ่งข้อจำกัดและความท้าทายที่จะก้าวไปสู่เป้าหมายใหญ่ที่วาดภาพไว้
ประภัสสร์ กล่าวทิ้งทายไว้ว่า หนทางยังอีกยาวไกลที่จะบรรลุเป้าหมายการเป็นคลังสมองอาเซียน และมีอุปสรรคและข้อจำกัดอีกเยอะ ทั้งการจะสร้างบทบาทศูนย์ฯ อย่างไรให้เป็นที่รู้จักและเชื่อถือได้ เพราะต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นมา แล้วจะทำอย่างไรให้ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งในอนาคตจะต้องหาวิธีสร้างรายได้ เพื่อให้สามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง เพื่อให้การทำงานมีความคล่องตัวมากขึ้น
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความท้าทายของศูนย์ฯ ที่จะต้องหาทางทำให้ทุกคนเมื่อนึกถึงอาเซียนก็ต้องนึกถึงศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่ามีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง เหมือนกับคนคิดถึงสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เมื่อพูดถึงนโยบายเศรษฐกิจ
มาถึงวันนี้ ศูนย์อาเซียนศึกษายังเปรียบเหมือนเด็กเพิ่งเริ่มหัดเดิน แต่ก็พร้อมฝ่าฟันอย่างไม่ท้อถอย เพราะเป้าหมายใหญ่ที่ตั้งไว้นั้นจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ







