
เอกชนพอใจค่าบาท
คลายวิตกแม้ยังแข็งกว่าประเทศคู่ค้าชงเวทีเอเชียซัมมิตเชื่อมโครงสร้างพื้นฐาน
คลายวิตกแม้ยังแข็งกว่าประเทศคู่ค้าชงเวทีเอเชียซัมมิตเชื่อมโครงสร้างพื้นฐาน
กกร.คลายวิตกบาทนิ่ง วอน ธปท.ดูแลต่อไม่ให้ผันผวน เตรียมชู 2 ประเด็นในที่ประชุมเอเชีย ซัมมิต
การประชุมคณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.) ที่ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารแห่งประเทศไทย มีความเห็นว่าค่าเงินบาทที่ปรับตัวมาอยู่ที่ 30.3730.40 บาทต่อเหรียญสหรัฐในปัจจุบัน ถือว่าเป็นการเข้าสู่ภาวะปกติ แม้จะยังแข็งค่ากว่าประเทศคู่แข่ง แต่เอกชนก็คลายกังวลเกี่ยวกับค่าเงินบาทลง
นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทปัจจุบันยังคงแข็งค่าขึ้น 1% เมื่อเทียบกับเมื่อต้นปี ในขณะที่คู่ค้าคู่แข่งหลายประเทศอ่อนค่าลง 23%
“ยังอยากให้ดูแลให้อ่อนกว่านี้จะได้สอดคล้องกับคู่ค้าคู่แข่ง แต่ระดับนี้ก็ถือว่าพอใจแล้วและขอให้ดูแลไม่ให้มีความผันผวน” นายอิสระ กล่าว
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ต้องมีการดูแลให้ค่าเงินบาทไม่ผันผวน เพราะยังมีหลายปัจจัยในต่างประเทศโดยเฉพาะเศรษฐกิจขนาดใหญ่สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่นที่มีความไม่แน่นอนที่อาจสร้างความผันผวนในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนได้
ด้านนายวีระศักดิ์ สุตัณฑวิบูลย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ค่าเงินบาทในปัจจุบันเป็นระดับที่ผู้ประกอบการไทยยังแข่งขันได้ แต่ก็อยากให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลให้ค่าเงินมีเสถียรภาพในระยะยาว เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้
สำหรับกรณีที่ ธปท.ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ถือเป็นมาตรการลดแรงจูงใจที่จะมีการนำเงินเข้ามาลงทุนในไทย โดยคาดว่าจะมีเงินบางส่วนไหลออกลดแรงกดดันการแข็งค่าของเงินบาทได้ ส่วนธนาคารพาณิชย์จะยังไม่มีการลดดอกเบี้ยในขณะนี้ เพราะปกติจะทิ้งช่วงห่างจากการลดดอกเบี้ยนโยบาย แต่โดยตรงจะเกิดขึ้นกับดอกเบี้ยในตลาดตราสารหนี้และการลงทุนจากต่างประเทศก่อน ส่วนธนาคารพาณิชย์ต้องดูหลายอย่างเช่น การแข่งขัน รวมถึงภาพรวมของเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาถึงประเด็นในวันที่ 31 ก.ค.นี้ ประเทศอินเดียจะเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมเอเชียบิซิเนส ซัมมิท ซึ่งเป็นการประชุมของภาคธุรกิจเอกชนในกลุ่มประเทศเอเชีย ประเทศไทยจะชูจุดเด่น 2 เรื่อง คือ เรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่ภาครัฐไทยกำลังมีแผนลงทุนขนาดใหญ่ เพื่อให้เอกชนแต่ละประเทศไปเสนอแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เชื่อมต่อกับไทย และให้ไทยเป็นศูนย์กลางโครงข่ายด้านการขนส่งที่ชัดเจน และเรื่องความร่วมมือทางการเงินในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม นอกจาก 2 เรื่องข้างต้น ที่ประชุมจะหารือแนวโน้มที่เกิดขึ้นกับเอเชีย ได้แก่ การเติบโตของเศรษฐกิจเอเชีย พลังงานและสิ่งแวดล้อม นวัตกรรมเทคโนโลยีและความสามารถของมนุษย์และประชากรเอเชีย
สำหรับการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ภูมิภาค ครั้งที่ 3 ในวันที่ 9 มิ.ย. ที่ จ.กำแพงเพชร กกร.จะเสนอ 4 ประเด็นในเวทีนี้ ได้แก่
1.การส่งเสริมการค้าและการลงทุนใน 4 จังหวัด ภาคเหนือตอนล่าง ได้แก่ จ.พิจิตร กำแพงเพชร นครสวรรค์ และอุทัยธานี โดยจะของบประมาณสนับสนุนตั้งศูนย์บูรณาการการค้าและนวัตกรรมแปรรูปข้าวไทยและพืชเศรษฐกิจ เพื่อเป็นศูนย์กลางการค้าข้าวที่ จ.พิจิตร รวมทั้งของบตั้งศูนย์วิจัยมันสำปะหลังตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำที่ จ.กำแพงเพชร
2.ผลักดันให้ จ.นครสวรรค์ เป็นพื้นที่รองรับการพัฒนาระบบรถไฟรางคู่ เพื่อรองรับการเชื่อมต่อท่าเรือแหลมฉบังและขยายถนนเชื่อมต่อการท่องเที่ยวสู่เส้นทางท่องเที่ยวสายมรดกโลกที่ จ.สุโขทัย และอุทัยธานี 3.ให้รัฐผลักดันการบริหารทรัพยากรน้ำ โดยเฉพาะเขื่อนทดน้ำที่ลุ่มแม่น้ำน่าน จ.พิจิตร และพิษณุโลก 4.ส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีชีวิตตามลุ่มน้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี







