posttoday
ของเสียและความรับผิดชอบ

ของเสียและความรับผิดชอบ

31 พฤษภาคม 2556

เมื่อพูดถึงการจัดการของเสีย (Waste Management) เราควรจะต้องเข้าใจหลักการพื้นฐาน คือ การลดปริมาณของเสีย ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรก

เมื่อพูดถึงการจัดการของเสีย (Waste Management) เราควรจะต้องเข้าใจหลักการพื้นฐาน คือ การลดปริมาณของเสีย ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรก

ความสำคัญของหลักการนี้ หากจะให้ได้ผล เราต้องกำหนดเป็นตัวชี้วัดระดับองค์กรในภาพรวม และลดหลั่นผูกพันกันไปในระดับต่ำลงไปเรื่อยๆ จนถึงระดับผู้ปฏิบัติงาน

ตัวอย่างเช่น กระทรวงอุตสาหกรรม มีหน่วยงานภายใต้สังกัด คือ กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ ทั้งสองหน่วยงานจึงต้องร่วมมือกันในการดำเนินงาน ตั้งแต่ปี 2550 ที่ผ่านมา

ในส่วนของกรมโรงงานอุตสาหกรรมนั้น การกำหนดให้โรงงานต้องแยกของเสียตามกฎหมาย (พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535) ส่งเสริมให้ใช้ซ้ำและรีไซเคิลของเสียเป็นวัตถุดิบใหม่ ส่งเสริมให้ตั้งโรงงานจัดการของเสียเพิ่มมากขึ้น ทั้งยังช่วยศึกษาเกี่ยวกับการนำของเสียไปใช้ประโยชน์ภายในโรงงานและระหว่างโรงงาน ส่งเสริมให้จัดการของเสียเป็นศูนย์ (การแปลงของเสียให้เป็นวัตถุดิบนั่นเอง)

ในส่วนของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่นั้น ได้ดำเนินการศึกษาโดยใช้ศาสตร์หรือความรู้ทางด้านวิศวกรรมเหมืองแร่มาช่วยจัดการของเสียที่มีโลหะเป็นองค์ประกอบ เช่น การแยกโลหะจากของเสียอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์จนได้ธาตุบริสุทธิ์ และการนำองค์ความรู้เชิงวัสดุศาสตร์มาใช้ในการรีไซเคิลแก้ว กากตะกอนเหลือใช้ เป็นวัตถุดิบของอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าของวัสดุ พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้สามารถแข่งขันได้ และลดการส่งออกของเสียมีค่า

แต่ไม่ว่าภาครัฐจะดำเนินการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากของเสียอุตสาหกรรม หรือพัฒนาผู้ประกอบการไปมากสักเท่าไหร่ก็ตาม ดูเหมือนว่าผลสะท้อนที่กลับมากลายเป็นการลักลอบทิ้งกากของเสียได้เพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

เราจึงต้องกลับมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น

หากพิจารณาในมุมของเอกชนแล้ว ของเสียคือต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากที่ไม่เคยคิดว่าต้องจ่ายเพื่อการกำจัด ทำลาย หรือแยกทิ้งอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ผู้ประกอบกิจการโรงงานที่มีความรับผิดชอบส่วนใหญ่ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย คือ ขออนุญาตนำขยะหรือของเสียออกนอกโรงงานไปยังผู้ที่ได้รับอนุญาตให้กำจัดของเสีย แต่มีผู้ประกอบกิจการอีกจำนวนหนึ่งที่นำออกโดยไม่ได้รับอนุญาต มีทั้งจงใจและไม่รู้ และทิ้งไว้ในโรงงานเพื่อไม่ให้ใครรู้ด้วย

เมื่อพิจารณาในมุมของผู้รับกำจัดของเสียแล้ว จะพบว่าศักยภาพและความรับผิดชอบของแต่ละโรงงานแตกต่างกันค่อนข้างมาก ตั้งแต่ผู้ประกอบกิจการที่มีความรับผิดชอบ จนถึงผู้ประกอบกิจการที่เห็นแก่เงิน ซึ่งจัดการของเสียอย่างไม่ถูกต้อง และลักลอบทิ้งอย่างเป็นขบวนการ

ในส่วนของภาครัฐนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของทรัพยากรบุคคล (รวมทั้งงบประมาณเครื่องมืออุปกรณ์ด้วย) เช่น กรมโรงงานอุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมจังหวัด เผชิญปัญหาการสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพให้ทันต่อภารกิจที่ต้องรับผิดชอบ และการบริหารจัดการก็ต้องปรับปรุงเพื่อให้ทันต่อลักษณะการจัดการของเสียที่ปรับรูปแบบ ตลอดจนต้องอุดรูรั่วต่างๆ เพื่อให้การควบคุมของเสียไปยังจุดหมายปลายทางที่เหมาะสม

ในส่วนของภาคประชาสังคม ถือเป็นกลไกสำคัญในการเฝ้าระวังการลักลอบทิ้งขยะอย่างผิดกฎหมาย และแจ้งเหตุ เบาะแสแก่ทางราชการ ซึ่งช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนเป็นได้หลายทาง ทั้งแจ้งแก่ท้องถิ่น ส่วนราชการ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือ ตู้ ปณ.1111 สำนักนายกรัฐมนตรี

จากผลการสำรวจปริมาณกากของเสียอุตสาหกรรมในประเทศไทย เมื่อปี 2555 จากจำนวนโรงงาน 7,977 โรงงานพบว่ามีของเสียที่ไม่มีความเป็นอันตราย 26.67 ล้านตัน และของเสียที่มีความเป็นอันตราย 1.92 ล้านตัน เมื่อประเมินในภาพรวมของทั้งอุตสาหกรรม พบว่าของเสียอาจมีสูงถึง 49.6 ล้านตัน ในขณะที่โรงงานรับกำจัดของเสียมีประมาณ 1,500 โรงงาน โดยส่วนมากเป็นโรงงานคัดแยกของเสีย มีเตาเผาเฉพาะเพียง 3 โรงงาน เผาของเสียอันตรายเพียง 1 โรงงาน กำลังการเผา 49 ตัน/วัน

หากพิจารณากันที่ตัวเลขนี้ ก็จะเห็นว่าที่กำจัดของเสียอันตรายมีไม่เพียงพอ แต่ประเทศเราก็มีเตาเผาที่มีกำลังการผลิตสูงอีก 11 เตาด้วยกัน สามารถรองรับของเสียได้หลายพันตันต่อวัน เตาเผาที่ว่านี้เป็นของภาคเอกชนเป็นส่วนใหญ่

นอกจากจะเป็นประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจแล้ว ยังช่วยในด้านสิ่งแวดล้อม ลดภาระของสังคมในการกำจัดของเสียทั้งจากโรงงานและชุมชน ดังนั้น คงต้องเดินหน้าอย่างเต็มกำลังความสามารถในการรองรับของเสียเพื่อที่จะแบ่งเบาภาระที่ภาคอุตสาหกรรมก่อไว้ จึงถือเป็นการทำ CSR ต่อสังคมและเป็น “อุตสาหกรรมสีเขียว” (Green Industry) อย่างแท้จริง

ในปัจจุบันพบว่ามีขบวนการลักลอบทิ้งกากของเสียโดยอาศัยเช่าพื้นที่บ่อดินลูกรังหรือบ่อทรายของชาวบ้าน แล้วนำของเสียเข้าไปทิ้งจนเต็มแล้วหนีหายไปอย่างรวดเร็ว นำความเสียหายมาให้กับสิ่งแวดล้อมของชุมชนอย่างมากโดยที่ชาวบ้านรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และขบวนการนี้พยายามให้ภาครัฐเข้ามาเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดการของเสีย ซึ่งเป็นภาระของท้องถิ่นอย่างมากที่ต้องเอางบประมาณแผ่นดินมาจัดการ

ดังนั้น จึงถือเป็นความรับผิดชอบของทุกภาคส่วนที่ต้องทำหน้าที่ร่วมกันอย่างเต็มที่ และไม่ให้คนผิดกฎหมายลอยนวล ครับผม!

ของเสียและความรับผิดชอบ

 

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน